SINO Logistics Corporation เปิดตัวคลังสินค้าใหม่สองแห่งในพื้นที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี มุ่งขยายขอบเขตการให้บริการและยกระดับการบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรอย่างแท้จริง 

แม้บริษัท SINO Logistics Corporation (SINO) จะเริ่มธุรกิจในฐานะผู้รับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเล แต่ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เดินหน้าพัฒนาฐานธุรกิจและขยายขอบข่ายการให้บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จนก้าวเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรชั้นนำในปัจจุบัน โดยธุรกิจคลังสินค้าถือเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจที่ SINO ให้ความสำคัญและวางแผนขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต 

นิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณนันทวิทย์ ชนินทร์เดช ผู้อำนวยการฝ่ายขายคลังสินค้า และคุณนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SINO Logistics Corporation เพื่อสำรวจภาพรวมเครือข่ายคลังสินค้าของบริษัทฯ ในปัจจุบัน และแผนการยกระดับบริการเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า 

Expanding Capacity at Laem Chabang 

คุณนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 
บริษัท SINO Logistics Corporation

ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจคลังสินค้าในปี 2022 บริษัท SINO ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้าใกล้ท่าเรือแหลมฉบังที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบัน SINO ให้บริการทั้งคลังสินค้าทั่วไปและคลังสินค้าปลอดอากร ซึ่งสามารถจัดเก็บสินค้าเฉพาะทาง เช่น สินค้าประเภทแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมถึงสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรม 

การเปิดตัวคลังสินค้าใหม่สองหลังในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย คลังสินค้าทั่วไป ขนาดพื้นที่ 7,296 ตารางเมตร และคลังสินค้าปลอดอากร พื้นที่ 2,760 ตารางเมตร สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากลูกค้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายการให้บริการที่แข็งแกร่งในพื้นที่แหลมฉบัง โดยการเปิดให้บริการคลังสินค้าใหม่นี้ส่งผลให้ปัจจุบัน SINO มีพื้นที่คลังสินค้ารวมทั้งสิ้น 43,584 ตารางเมตร 

คุณนันท์มนัส กล่าวว่า “นับตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการคลังสินค้า เราได้ขยายเครือข่ายคลังในพื้นที่แหลมฉบังทั้งหมดสี่จุดด้วยกัน โดยจุดแรกคือคลังสินค้าทั่วไป จุดที่สองคือคลังสินค้าปลอดอากรใกล้ท่าเรือฯ จุดที่สามคือกลุ่มคลังสินค้าปลอดอากรที่ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันหกหลัง และจุดที่สี่คือคลังสินค้าทั่วไปที่เราเพิ่งเปิดให้บริการ ทำให้เรามีคลังสินค้าทั้งหมดเก้าหลังในรัศมี 10 กิโลเมตรจากท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการและการรับส่งสินค้าเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วอย่างมาก”  

Smarter Warehouse Management  

นอกเหนือจากความโดดเด่นด้านที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ของคลังสินค้าใกล้ท่าเรือแหลมฉบังแล้ว SINO ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี โดยได้นำระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System: WMS) เข้ามาปรับใช้ ส่งผลให้การบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บสินค้าสินค้ามีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูงสุด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าด้วยการอัพเดทข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้พนักงานของ SINO สามารถจัดทำรายงานสรุปให้กับลูกค้าได้ภายในหนึ่งวัน และพร้อมให้ข้อมูลบริการแก่ผู้ที่สนใจคลังสินค้าได้รวดเร็วภายใน 15 นาที 

คุณนันทวิทย์เปิดเผยว่า “แม้ปัจจุบันระบบบริหารจัดการของเราจะสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้อย่างครบถ้วน แต่ในบางกรณีก็ยังจำเป็นต้องมีการปรับแต่งรายงานนอกระบบ (Manual Report) เพื่อความละเอียดและครอบคลุมยิ่งขึ้น เราจึงกำลังมองหาระบบใหม่ที่จะช่วยให้สามารถจัดทำรายงานที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้าได้จบในระบบเดียว อีกทั้งสามารถเปิดให้ลูกค้าล็อกอินเข้ามาตรวจสอบสถานะสินค้าของตัวเองได้แบบเรียลไทม์”  

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในคลังสินค้าทุกแห่งยังมีการติดตั้งกล้อง CCTV ความละเอียดสูง แบตเตอรี่สำรองไฟ เพื่อให้การบันทึกเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถดูย้อนหลังได้มากกว่า 60 วัน เพื่อตอกย้ำว่าทุกขั้นตอนการจัดเก็บและการขนย้ายสินค้ามีความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล  

Building a Greener Warehouse Model  

คลังสินค้าของ SINO มุ่งเน้นการดำเนินงานบนพื้นฐานของความยั่งยืน เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน LED ทั้งในส่วนคลังสินค้าและสำนักงาน การใช้รถฟอร์กลิฟต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งยางแบบไม่ทิ้งรอยดำ (Non-marking Tires) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการสะสมของฝุ่นละอองภายในคลังสินค้าและลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและปลอดภัยให้กับบุคลากรอีกด้วย 

“บริษัทฯ มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันเรากำลังเร่งศึกษาและพัฒนาสู่การเป็น คลังสินค้าสีเขียว (Green Warehouse) ผ่านโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และการปรับใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ ทั้งนี้ เราคาดว่าแผนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งในคลังสินค้าทั่วไปและคลังสินค้าปลอดอากรจะพร้อมเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในปีหน้าอย่างแน่นอน” คุณนันท์มนัส กล่าว 

Planning for Strategic Growth 

คุณนันทวิทย์ ชนินทร์เดช 
ผู้อำนวยการฝ่ายขายคลังสินค้า

ด้วยแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจคลังสินค้าที่มีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดห้าปีที่ผ่านมา SINO จึงเดินหน้าวางแผนขยายเครือข่ายคลังสินค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่แหลมฉบังเท่านั้น 

“สำหรับพื้นที่แหลมฉบังเราตั้งเป้าหมายภายในปีนี้จะผลักดันพื้นที่คลังสินค้าให้เพิ่มขึ้นถึง 50,000 ตารางเมตร อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายภายในสามปีถัดจากนี้ว่าบริษัทฯ จะขยายพื้นที่คลังสินค้ารวมทั้งหมดให้ถึง 100,000 ตารางเมตร ในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ และ จ.ระยอง โดยเราตั้งใจวางเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์และบริเวณใกล้เคียงท่าเรือหลักให้ได้มากที่สุด” คุณนันทวิทย์กล่าว 

โดยการเปิดคลังสินค้าในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์เหล่านี้ไม่เพียงจะช่วยให้ SINO สามารถมอบผลประโยชน์แก่ลูกค้าได้มากกว่าที่เคย แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ ที่มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมากอยู่แล้วได้ด้วยการให้บริการอย่างครบวงจร  

More Than Storage  

สิ่งที่ทำให้คลังสินค้ากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ใช่เพียงการจัดเก็บสินค้า แต่คือการช่วยเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคุณนันทวิทย์ได้สะท้อนมุมมองในจุดนี้ว่า 

“คลังสินค้าถือเป็นศูนย์รวบรวมความถูกต้องของสินค้าคงคลังทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการรับสินค้า การตรวจสอบ การจัดเก็บ การเบิกจ่ายสินค้า การบรรจุ และการจัดส่งสินค้า ทุกขั้นตอนต้องเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัย เพราะสินค้าเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในธุรกิจของลูกค้า หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บแต่คือการการันตีว่าธุรกิจของลูกค้าจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อและถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด” 

สำหรับ SINO การให้บริการคลังสินค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านั้น แต่คือการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ผ่านการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและการส่งมอบข้อมูลสินค้าที่รวดเร็วฉับไว เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการผลิตและการจัดการซัพพลายเชนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายสินค้าทำเลใกล้ท่าเรือหลัก เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนการขนส่ง การกระจายสินค้าที่รวดเร็ว และข้อได้เปรียบทางภาษีจากคลังสินค้าปลอดอากร ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินด้วยการชะลอการชำระภาษีปลอดอากรจนกว่าจะมีการนำเข้าจริง 


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้OOCL เปิดตัวบริการ SIS2 เชื่อมต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่อนุทวีปอินเดีย
บทความถัดไปGEODIS เปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าแบบบูรณาการแห่งแรกในท่าเรือ Le Havre ฝรั่งเศส