ESCO เดินหน้าขับเคลื่อนโครงข่ายโลจิสติกส์ไทยและยกระดับการขนส่งตู้สินค้าจากเกตเวย์สำคัญของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างสถานี ICD ลาดกระบัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อขนส่งทางเรือต่อไปยังปลายทางทั่วโลก ด้วยโซลูชันที่ยืดหยุ่น พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทั้งการขนส่งทางรางและทางถนน

แม้ว่า ESCO จะเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ให้บริการท่าเทียบเรือตู้สินค้าชั้นนำในท่าเรือแหลมฉบังมาอย่างยาวนาน แต่ความสำเร็จของบริษัทฯ ไม่ได้มีเพียงท่าเทียบเรือเท่านั้น ESCO ยังมีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการออกแบบบริการที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม โดย ESCO เป็นผู้ให้บริการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (Inland Container Depot: ICD) ลาดกระบัง ศูนย์กลางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อการขนส่งระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล สู่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยสถานี ICD ลาดกระบัง ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดความแออัดที่ท่าเรือ เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
นิตยสาร LM ฉบับนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับ Mr. Ng Yong Hwee ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และคุณธนดล เหมรำไพ ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์และธุรกิจ บริษัท ESCO เกี่ยวกับศักยภาพ และความยืดหยุ่นของสถานี LICD รวมถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของบริษัทและพันธมิตรในอุตสาหกรรมฯ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
Strategic Hub, Comprehensive Services
จากสถานการณ์ทางการค้าโลกในปัจจุบันที่ส่งผลให้เกิดความต้องการทางโลจิสติกส์และปริมาณสินค้าผ่านท่าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความแออัดและความล่าช้าที่เกิดจากปริมาณสินค้าในท่าเรือนับเป็นหนึ่งในปัญหาและความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ สถานี ICD จึงถือเป็นศูนย์ปฏิบัติการทางโลจิสติกส์สำคัญที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้นำเข้า-ส่งออก รวมถึงบริษัทผู้รับจัดการขนส่งสินค้าสามารถเชื่อมต่อการขนส่งจากกรุงเทพและปริมณฑล ไปสู่ท่าเทียบเรือต่างๆ ภายในท่าเรือแหลมฉบังได้ทันตามกำหนดเวลา Cut off ผ่านการขนส่งทางรางและการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการขนส่งแล้ว สถานี ICD ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประหยัดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายจากการปฏิบัติงานได้มากขึ้นอีกด้วย


สถานี ICD ลาดกระบังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ ใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ และไม่อยู่ในพื้นที่จำกัดเวลาวิ่งของรถบรรทุกขนส่งสินค้า ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อสู่ทางหลวงได้อย่างสะดวก ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านสถานี ICD ของ ESCO สามารถเชื่อมต่อสู่ท่าเรือแหลมฉบังและปลายทางอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งระหว่างเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเขตอุตสาหกรรมและท่าเรือบกท่าพระในจังหวัดขอนแก่น ไปยังท่าเรือแหลมฉบังทางรางรถไฟ รวมถึงการขนส่งข้ามพรมแดนทางถนนด้วยรถบรรทุกไปยังปลายทางในจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ สถานี ICD ที่ ESCO ให้บริการยังมาพร้อมพื้นที่ลานตู้สินค้ากว่า 72,000 ตารางเมตร และพื้นที่สถานีบรรจุและคัดแยกสินค้า (CFS) ถึง 4,700 ตารางเมตร ซึ่งสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ราว 6,700 ทีอียูต่อวัน ทั้งยังใช้ระบบจัดการสถานี CATOS (Computer Automated Terminal Operation System) ในการปฏิบัติการที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังนำเสนอบริการแบบ One-stop service ที่ครอบคลุมทั้งการขนส่งสินค้าทั้งแบบเต็มตู้ (FCL) และไม่เต็มตู้ (LCL) การขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ คลังสินค้าทัณฑ์บน รวมถึงการจัดการคลังสินค้า การจัดการพิธีการศุลกากร ไปจนถึงบริการเพิ่มมูลค่าต่างๆ
“วิสัยทัศน์หลักของ ESCO คือการอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ลูกค้า เราจึงออกแบบและพัฒนาแนวทางปฏิบัติการให้สามารถตอบโจทย์การบริหารต้นทุนและเวลาของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการบูรณาการข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง บริการที่ครบวงจร และการจัดการระดับมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกขั้นตอนการจัดการตู้สินค้าและการขนส่งสินค้าจะเป็นไปอย่างราบรื่น ตรงต่อเวลา และยืดหยุ่น” Mr. Ng Yong Hwee กล่าว
Strong Partnership as the Solid Foundation
แม้ว่าการขนส่งสินค้าจากสถานี ICD ลาดกระบังจะเชื่อมต่อสู่ท่าเรือแหลมฉบังได้โดยตรงผ่านเส้นทางรถไฟ อย่างไรก็ตาม การขนส่งตู้สินค้าทางถนนด้วยรถบรรทุกยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ปฏิบัติการที่สามารถตอบรับปริมาณความต้องการในการขนส่งสินค้าได้เพียงพอ ทั้งยังสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าตู้สินค้าของพวกเขาจะได้รับการขนส่งสู่ท่าเรือได้ตรงตามกำหนดเวลา Cut off และกำหนดการเดินเรืออย่างแม่นยำด้วย

ด้วยเหตุนี้ รถบรรทุกจึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเติบโตของ ESCO และทำให้บริการของบริษัทฯ แข็งแกร่งและมีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยหัวใจหลักของความสำเร็จนี้คือพันธมิตรอย่างบริษัท ส.วัฒนาพนมคอนสตรัคชั่น ผู้ให้บริการรถบรรทุกชั้นนำของประเทศ ที่เริ่มต้นจากบริษัทเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ เติบโตและให้การสนับสนุนเคียงข้าง ESCO อย่างมั่นคงมาตลอดกว่า 10 ปี โดยปัจจุบัน ส.วัฒนาพนมคอนสตรัคชั่น ได้พัฒนาเครือข่ายที่กว้างขวางและครอบคลุม พร้อมขยายกองรถบรรทุกกว่า 300 คัน พร้อมยืนหยัดสนับสนุนปฏิบัติการของ ESCO ด้วยความเชี่ยวชาญ โดยขีดความสามารถอันโดดเด่นนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขจัดปัญหาความล่าช้าและคอขวดในการขนส่ง พร้อมยกระดับความแม่นยำและความแน่นอนของการขนส่งตู้สินค้าด้วยรถบรรทุกในทุกเส้นทาง นั่นจึงทำให้การผสานศักยภาพของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ถือเป็นการสร้างมาตรฐานด้านความน่าเชื่อถือระดับสูงให้กับปฏิบัติการ ทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าตู้สินค้าทุกตู้จะได้รับการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพและตรงต่อเวลา โดยตลอดการปฏิบัติการที่ผ่านมา ESCO สามารถขนส่งตู้สินค้าได้ตามเวลาโดยไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ส.วัฒนาพนมคอนสตรัคชั่นไม่ได้เป็นเพียงพันธมิตรทางธุรกิจสำหรับ ESCO แต่เป็นหนึ่งในผู้สร้างรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ตลอดมาได้เป็นอย่างดี
“เรามุ่งมั่นมอบโซลูชันทางถนนที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการ ด้วยกองรถบรรทุกกว่า 300 คัน เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ ESCO ในฐานะพันธมิตรที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เราจึงเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการขนส่งสินค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด พร้อมช่วยส่งเสริมวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของ ESCO ด้วยกองรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่าการร่วมมือกันของเราจะไม่เพียงนำเสนอทางเลือกในการขนส่งให้แก่ลูกค้า แต่จะเป็นการร่วมวางรากฐานการขนส่งที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย” คุณวัฒนากล่าว

ESCO Go Green
การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ ESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มต้นปฏิบัติการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า พร้อมติดตั้งและใช้งานรถยกตู้สินค้าระบบไฮบริด (PHEV Reach Stacker) ในสถานี ICD ลาดกระบัง ตั้งแต่ปี 2023 ทั้งยังเข้าร่วมทดสอบรถไฟขนส่งสินค้าระบบไฟฟ้า ทำให้ ESCO สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานพาหนะระบบ EV ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางได้ โดยในปีนี้ บริษัทฯ พร้อมด้วยความร่วมมือจาก ส.วัฒนาพนมคอนสตรัคชั่น ได้นำรถบรรทุกระบบไฟฟ้าเข้ามาใช้ในปฏิบัติการขนส่งสินค้าแล้ว นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ESCO สู่เป้าหมายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ESCO ยังตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับการปฏิบัติการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ ESCO Go Green ซึ่งประกอบไปด้วยแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผ่านการใช้เทคโนโลยี พลังงานไฟฟ้า และลดการปล่อยมลพิษ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งวงจร ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Green Culture) ให้กับบุคลากรในบริษัทฯ ด้วย
คุณธนดลอธิบายว่า “ESCO มีความมุ่งมั่นปรับการดำเนินงานให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เราจึงเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานแบบเดิมไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่พนักงาน เพื่อเป็นการวางรากฐานในปฏิบัติการขนส่งสินค้าอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป”
Looking Forward
สถานี LICD ภายใต้การปฏิบัติการของ ESCO นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ผ่านการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ การจัดการและการปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ ความครอบคลุมของบริการ ไปจนถึงการร่วมมือกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ทำให้ ESCO สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น ESCO ยังพร้อมยกระดับปฏิบัติการต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดการค้าที่เปลี่ยนแปลง โดยบริษัทฯ มุ่งเสริมประสิทธิภาพการให้บริการแบบ One-stop service และขยายเครือข่ายการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบให้ครอบคลุมจุดเชื่อมต่อเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งในประเทศและประเทศใกล้เคียง อาทิ การขนส่งสินค้าทางรางไปยังจีน กัมพูชา มาเลเซีย เพื่อเน้นย้ำวิสัยทัศน์ในการผลักดันซัพพลายเชนของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกมากขึ้น
“เป้าหมายของ ESCO ไม่ใช่เพียงสนับสนุนการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดของเราคือการส่งมอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าด้วยบริการที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและความคุ้มค่าสูงสุด โดยความสำเร็จตลอดการปฏิบัติการที่ผ่านมาล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพนักงานและพันธมิตรของ ESCO ที่มีลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินการเช่นเดียวกัน” Mr. Ng Yong Hwee กล่าวเพิ่มเติม

อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่















