ในประเทศไทยเอง โซลูชัน ‘โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ’ กำลังได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และหนึ่งในความสำเร็จน่าจับตามองของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในขณะนี้คือ Kingcross Logistics ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนครบวงจร ที่แม้จะเป็นผู้ประกอบการขนาด SME แต่บริษัทฯ กลับฉายภาพความโดดเด่น ด้วยการก้าวขึ้นเป็นองค์กรต้นแบบของ SME ไทยในด้านการขนส่งรักษ์โลก

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการกิจกรรมส่งเสริมการขนส่งรักษ์โลกตามแนวทาง ECO Move ภายใต้กิจกรรมการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมผลิตภาพสีเขียว ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจ SME ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นิตยสาร LM ฉบับนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณวรัญญา พิมพ์สะอาด และคุณสมรรถพล ปุญญาอิศวะ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณอารีนา อาลี หัวหน้าทีมความยั่งยืน บริษัท Kingcross Logistics ทั้งยังได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และรองประธานคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ ECO Move และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ Kingcross ก้าวสู่การเป็น SME โลจิสติกส์ยั่งยืนต้นแบบได้สำเร็จ

หากกล่าวถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทย หนึ่งในนักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจ คือ รศ. ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ซึ่งเส้นทางการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Green Logistics ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องวิจัย แต่เริ่มจากการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาการ รศ.ดร.จรรยาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ขององค์กรในภาคธุรกิจ รับผิดชอบการพัฒนาระบบการวางแผนการผลิต คลังสินค้า ขนส่ง และการกระจายสินค้า ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นรากฐานสำคัญของการทำงานในบทบาทอาจารย์และนักวิจัยในเวลาต่อมา

รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต, ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และรองประธานคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หลังจากเข้าสู่แวดวงวิชาการ รศ.ดร.จรรยา เริ่มทำงานวิจัยด้าน Green Supply Chain Management ของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยาง สิ่งทอ และอีคอมเมิร์ซ ในช่วงเวลาที่แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ก่อนต่อยอดสู่งานวิจัยระดับนานาชาติ ร่วมกับ Mekong Institute และ UNESCAP ในโครงการ Green Logistics และ Sustainable Transport Corridors

เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นวาระสำคัญของโลก และประเทศไทยประกาศเป้าหมาย Net Zero Emissions รศ.ดร.จรรยา จึงต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Green Logistics สู่การพัฒนา Logistics Decarbonization Framework เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.: PMUC) โดยเริ่มจากการพัฒนา Net Zero Execution Roadmap สำหรับธุรกิจไปรษณียภัณฑ์ พัสดุ และอีคอมเมิร์ซ ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก่อนขยายสู่ภาคการขนส่งสินค้าร่วมกับ บริษัท SCGJWD Logistics เพื่อพัฒนากลยุทธ์ด้าน Logistics Decarbonization โดยการนำร่องใช้ GLEC Framework และ ISO 14083 ในการวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การขนส่งตามมาตรฐานที่ใช้กันในระดับนานาชาติ รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน และโซลูชันการขนส่งคาร์บอนต่ำ

นอกเหนือจากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ รศ.ดร.จรรยายังทำงานร่วมกับ Smart Freight Centre (SFC) ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อสนับสนุนการนำมาตรฐานสากลและการพัฒนาศักยภาพด้านการลดคาร์บอนในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ในระดับนานาชาติมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อยกระดับการดำเนินงานให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล พร้อมขยายความร่วมมือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และ Thai Carbon Neutral Network (Thai CBN) เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทยประกอบด้วยผู้ประกอบการ SMEs เป็นจำนวนมาก หากเราต้องการให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นทั้งระบบ ผู้ประกอบการทุกขนาดต้องสามารถเริ่มต้นและเข้าถึงแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง ด้วยแนวคิดนี้ รศ.ดร.จรรยาจึงร่วมมือกับ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ภายใต้โครงการ ECO Move เพื่อขยายผล Logistics Decarbonization Framework ที่พัฒนาขึ้นให้เป็นเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ประกอบการขนส่ง SMEs ช่วยให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในองค์กรต้นแบบของโครงการคือ บริษัท Kingcross Logistics ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้แนวทางดังกล่าวจนเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ทั้งในด้านการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่าการลดคาร์บอนมิใช่ภาระของธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ความท้าทายสำคัญของโครงการ ECO Move คือความเชื่อของผู้ประกอบการขนส่ง SMEs จำนวนมากที่มองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำยังเป็นเรื่องไกลตัว และต้องอาศัยการลงทุนจำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ทั้งฟลีท ทำให้หลายบริษัทลังเลที่จะเริ่มต้น

รศ.ดร.จรรยาจึงมุ่งเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า Logistics Decarbonization ไม่ได้เริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เริ่มต้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดความสูญเปล่า และการเลือกโซลูชันที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยีเมื่อมีความพร้อม

“หัวใจสำคัญของโครงการ ECO Move คือการทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า การลดคาร์บอน การลดต้นทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน เราต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ SMEs ว่าการก้าวสู่โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนก้อนใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากการปรับปรุงการดำเนินงานในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว และค่อยๆ พัฒนาไปตามศักยภาพของแต่ละองค์กร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนมากขึ้น” รศ.ดร.จรรยา กล่าว

คุณวรัญญา พิมพ์สะอาด,กรรมการผู้จัดการ บริษัท Kingcross Logistics

Kingcross Logistics ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการขนส่งข้ามพรมแดน ต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติก็มีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับกลุ่มลูกค้าเริ่มใช้เกณฑ์ความยั่งยืนของซัพพลายเชนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผู้ให้บริการขนส่ง บริษัทฯ จึงเร่งมองหาแนวทางที่จะช่วยลดต้นทุนควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

คุณวรัญญา กล่าวว่า “เรามองว่าโครงการ ECO Move เป็นศูนย์กลางในการผนึกกำลังของภาคส่วนต่างๆ ที่มีเป้าหมายร่วมกัน คือขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชน ทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพัฒนาโซลูชันยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวทางของแต่ละบริษัท เราจึงมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งในการเข้าร่วมโครงการ โดยมี รศ.ดร.จรรยา เป็นที่ปรึกษาและร่วมพัฒนาแนวทางปฏิบัติการ เพื่อค้นหาโซลูชันที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน”

โดยการดำเนินงานภายใต้โครงการ ECO Move นี้ ทางทีมผู้เชี่ยวชาญได้ทำการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลก่อนจะประเมินศักยภาพโดยใช้เครื่องมือ LSP Score Card และ ILPI โดยผลจากการวิเคราะห์นี้ทำให้ Kingcross มองเห็นถึงโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีการดำเนินงานสองแนวทางหลัก ได้แก่

  • การบริหารจัดการยางรถบรรทุก (Tire Management)

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผ่านการตรวจสอบแรงดันยางด้วยอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความสึกหรอของยาง และยืดอายุการใช้งานของยางซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน

  • ระบบจับคู่ขนส่งขากลับ (Backhaul Matching System)

เพื่อลดการขนส่งเที่ยวเปล่า ซึ่ง Kingcross ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

คุณสมรรถพล ปุญญาอิศวะ, กรรมการผู้จัดการ บริษัท Kingcross Logistics

คุณสมรรถพล กล่าวว่า “ปกติแล้วเส้นทางการขนส่งสินค้าระยะไกล โดยเฉพาะการขนส่งข้ามพรมแดนมักจะประสบปัญหาการวิ่งรถเที่ยวเปล่าในขากลับ ซึ่งนับเป็นต้นทุนแฝงที่สูญเสียไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การดำเนินงานผ่านโครงการนี้เราได้ปรับใช้ระบบจับคู่เที่ยวขนส่งขากลับเพื่อเปลี่ยนการวิ่งรถเที่ยวเปล่าให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ ผลลัพธ์ก็คือเราสามารถลดรถที่วิ่งเที่ยวเปล่าในท้องถนน เพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากรถบรรทุกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งผลตรงต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชนได้อย่างน่าพึงพอใจ”

ทั้งสองกลยุทธ์ภายใต้โครงการ ECO Move นับเป็นมาตรการที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงกับการดำเนินงานภายในองค์กร และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Kingcross ในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน การลงมือดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ได้ดังนี้

คุณอารีนา อาลี, หัวหน้าทีมความยั่งยืน บริษัท Kingcross Logistics

ผลลัพธ์อันโดดเด่นนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีที่สะท้อนว่าขนาดของบริษัทไม่ใช่ข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ แต่หัวใจสำคัญคือความมุ่งมั่นตั้งใจในการเริ่มต้นปรับปรุงซัพพลายเชนของตนให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละขั้นตอน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

“ในฐานะคนรุ่นใหม่ เรามองว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของนโยบายขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่สามารถเริ่มต้นจากการลงมือทำในสิ่งเล็กๆ ในวันนี้ การเข้าร่วมโครงการ Eco Move ทำให้เห็นว่าทุกการวางแผนเส้นทางในการขนส่งและทุกการใช้ทรัพยากรล้วนมีส่วนในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับองค์กร สิ่งแวดล้อม และสังคมได้อย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่ารางวัลคือการได้เรียนรู้แนวทางใหม่ๆ และสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง เพราะเราเชื่อว่าโลจิสติกส์ที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การส่งมอบสินค้า แต่คือการส่งต่อคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน” คุณอารีนา กล่าว

นอกเหนือจากความสำเร็จในโครงการ ECO Move แล้ว Kingcross ยังได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่น และได้รับการยอมรับในฐานะ Success Case ต้นแบบ SME โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำจากอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมได้รับการรับรองการตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) อีกด้วย

รางวัลและการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนผลลัพธ์อันโดดเด่นในการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Kingcross ในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียว เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การรายงาน Logistics Emissions ตามมาตรฐาน ISO 14083 ต่อไปในอนาคต

“ในมุมมองของ Kingcross ซัพพลายเชนที่ยั่งยืนไม่ได้แข่งขันกันที่เรื่องต้นทุน ราคา และความรวดเร็วเพียงเท่านั้น แต่ความยั่งยืนกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการได้รับโอกาสในการนำเสนอโซลูชันขนส่งให้แก่คู่ค้าระดับโลก ตอนนี้ Kingcross มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับกติกาโลกใหม่  ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Experts) ที่ให้บริการแบบครบวงจร พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืนอย่างแท้จริง (Digitalization & Sustainability)” คุณวรัญญา เน้นย้ำ


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้GEODIS เดินหน้าผลักดันโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำในพื้นที่เมืองด้วยรถพลังงานไฟฟ้าในเวียดนาม