ในช่วงเวลาที่ภาคการค้าและอุตสาหกรรมไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด (TIPS) ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์สัญชาติไทย ซึ่งให้บริการท่าเทียบเรือ B4 ในท่าเรือแหลมฉบังมายาวนานกว่า 35 ปี จึงเดินหน้าลงทุนในเครน RTG ระบบไฮบริดรุ่นใหม่จำนวน 4 เครื่อง มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการตู้สินค้า รองรับปริมาณตู้ที่เติบโตต่อเนื่อง และสนับสนุนการพัฒนาท่าเรือสีเขียวในระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการเป็นท่าเทียบเรืออัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทของท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าแห่งสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นิตยสาร LM ฉบับนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณธีรพล ชินโน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด เกี่ยวกับการรับมอบเครน RTG ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับท่าเทียบเรือ B4 รวมถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานการปฏิบัติการ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเลของประเทศไทยในอนาคต
Capacity Growth Requires Capacity Investment

คุณธีรพล ชินโน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันท่าเทียบเรือ B4 มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเฉลี่ยกว่า 800,000 ทีอียูต่อปี ซึ่งถือว่ามากกว่าศักยภาพตามการออกแบบเดิมประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยคุณภาพการให้บริการที่ยังเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งจากสายการเดินเรือและผู้นำเข้าส่งออก”
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปริมาณงานที่ท่าเทียบเรือ B4 รับผิดชอบต้องอาศัยการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บตู้สินค้า เครื่องมือยกขน และระบบการปฏิบัติการ ดังนั้นการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อให้สามารถรักษาคุณภาพการบริการและมาตรฐานการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
ในแต่ละวันมีรถบรรทุกเข้า-ออกท่าเรือกว่า 1,500 คัน การบริหารจัดการลานตู้อย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลโดยตรงต่อความรวดเร็วในการรับ-ส่งสินค้า การลดระยะเวลารอคอย และการรักษา KPI ด้านการปฏิบัติงานที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

Hybrid RTG: More Than Equipment
การลงทุนใน RTG ไฮบริดรุ่นใหม่จำนวน 4 เครื่อง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้สินค้าในลาน เพิ่มผลิตภาพการทำงานประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์และเพิ่มศักยภาพรองรับตู้สินค้าได้อีกกว่า 130,000 ทีอียูต่อปี

“สำหรับธุรกิจท่าเทียบเรือ KPI ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตู้ผ่านท่าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความรวดเร็ว ความปลอดภัย ความแม่นยำ และความสามารถในการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง” คุณธีรพล กล่าว
ด้วยนวัตกรรมระดับโลกที่ทันสมัยที่สุด RTG รุ่นใหม่จะสามารถจัดเรียงตู้สินค้าได้สูง 6 ชั้น รองรับน้ำหนักได้ถึง 41 ตัน และติดตั้งระบบอัจฉริยะหลายรูปแบบ ทั้งระบบบันทึกหมายเลขและตำแหน่งของตู้อัตโนมัติ ระบบเคลื่อนที่อัตโนมัติโดยใช้ GPS ระบบตรวจจับการเฉี่ยวชน ระบบบันทึกข้อมูลตู้สินค้าอัตโนมัติ ระบบดับเพลิง และรองรับการควบคุมระยะไกล (Remote Control)ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าเครนชุดใหม่นี้จะส่งเสริมให้การปฏิบัติการมีความแม่นยำ มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง
Green Port in Action
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครน RTG ชุดใหม่คือระบบไฮบริด ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับ RTG รุ่นเดิม โดยการลดการใช้พลังงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายการลดอัตราการปล่อยคาร์บอน (Carbon Reduction) ของทั้งบริษัทและท่าเรือแหลมฉบังไปพร้อมกัน
ไม่เพียงเท่านี้ ปัจจุบัน TIPS ยังได้มีการนำรถ Reach Stacker และอุปกรณ์ Empty Container Handler พลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการปฏิบัติงานในระยะหนึ่งแล้วควบคู่กับการพัฒนาระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งการดำเนินงานแบบบูรณาการนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า TIPS พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่ Green Terminal อย่างเป็นรูปธรรม

Supporting Thailand’s Logistics Competitiveness
แม้ปัจจุบันสัมปทานการดำเนินงานของบริษัทจะเหลือระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี แต่ TIPS ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือบุคลากร บริษัทฯ ยังคงรักษาขีดความสามารถในการให้บริการที่ทันต่อตลาดสมัยใหม่ ควบคู่กับการยกระดับการดำเนินงานในระดับสากลอยู่เสมอ
“เราเชื่อว่าผู้ใช้บริการ ภาคการส่งออก และระบบโลจิสติกส์ของประเทศควรได้รับบริการที่ดีที่สุดตลอดอายุการดำเนินงาน” คุณธีรพล กล่าว
“ในฐานะผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสัญชาติไทย เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของไทย การลงทุนครั้งนี้มิใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่เป็นการลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถของระบบโลจิสติกส์ไทย พร้อมรองรับการเติบโตของ EEC และยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่มาตรฐาน Smart & Green Port ระดับโลก” คุณธีรพล กล่าวทิ้งท้าย

อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่
















