ในโลกของโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าโครงการ มีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่สามารถสะท้อน ‘ศักยภาพที่แท้จริง’ ของผู้ให้บริการได้อย่างชัดเจน และหนึ่งในนั้นคือการขนส่งชิ้นส่วนเหล็กขนาดใหญ่สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่สูงที่สุดใน Tokyo อย่างอาคาร Torch Tower ซึ่งกำลังก่อสร้างและมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2028 การที่ SPM คว้าสัญญาการขนส่งในโครงการระดับแลนด์มาร์กของประเทศญี่ปุ่นได้ จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ ที่เจ้าของโครงการไว้วางใจ รวมถึงความเป็นผู้นำในด้านการขนส่งสินค้าโครงการระดับสากล

นิตยสาร LM ฉบับนี้ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณธนิต หาญเบญจพงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท Siam Pattana Maritime และ Siam ECL เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จในการได้รับเลือกครั้งนี้ ตลอดจนแนวทางในการขยายศักยภาพของบริษัทฯ ในอนาคต

Entrusted with a Landmark Project

โครงการ Torch Tower ไม่ได้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างอาคารสูงทั่วไป แต่เป็นโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ใน Tokyo ที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กขนาดพิเศษ ทั้งในด้านน้ำหนักและมิติ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดด้านความแม่นยำทางวิศวกรรมอย่างเข้มงวด การขนส่งสินค้าในลักษณะนี้จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและการวางแผนเชิงวิศวกรรม รวมถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอนของการขนส่ง เริ่มตั้งแต่การวางแผนเส้นทางเดินเรือ การคำนวณน้ำหนักบรรทุก แผนการจัดวางสินค้า (stowage plan) ไปจนถึงการยกถ่ายด้วยเครนเฉพาะทาง ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูง

การคว้าสัญญาโครงการในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ SPM ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ยาวนานในด้านการขนส่งสินค้าโครงการและการทำงานร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับ SPM โครงการ Tokyo Torch Tower ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในเชิงรายได้ แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรและตอกย้ำบทบาทของบริษัทไทยในตลาดโลจิสติกส์ระดับเมกะโปรเจกต์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความแม่นยำ และความรับผิดชอบในระดับสากล โครงการนี้ไม่ใช่เพียง ‘งานขนส่ง’ แต่คือการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบในทุกมิติ เพราะความล่าช้าเพียงเล็กน้อยหรือความเสียหายเพียงชิ้นเดียว อาจส่งผลต่อไทม์ไลน์ของโครงการก่อสร้างทั้งระบบ

Standout Qualities

SPM นับเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือที่มีความหลากหลาย ด้วยกองเรือขนส่งสินค้าอเนกประสงค์ เรือขนส่งสินค้าโครงการ และเรือขนส่งสินค้าวางกอง รวมถึงเครือข่ายเส้นทางการเดินเรือที่กว้างขวางของบริษัทในกลุ่ม Eastern Car Liner (ECL) บริษัทฯ จึงพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม การได้รับสัญญาการขนส่งในโครงการครั้งนี้ยังเกิดจากจุดแข็งอันโดดเด่นของบริษัทฯ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสี่ประการ ได้แก่

1. ความเชี่ยวชาญด้าน Project Cargo และ Heavy Lift

บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรงในการขนส่งสินค้าโครงสร้างเหล็ก เครื่องจักร และอุปกรณ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการการวางแผนเฉพาะรายโครงการ (tailor-made logistics)

2. ความเข้าใจมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และคุณภาพงานในระดับสูงสุด การทำงานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างและวิศวกรญี่ปุ่นจึงต้องใช้ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคนิคและวัฒนธรรมในการทำงาน ซึ่ง SPM มีความเข้าใจในจุดนี้อย่างลึกซึ้ง

3. เครือข่ายพันธมิตรทางทะเลและท่าเรือ

SPM มีเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวาง ทำให้สามารถประสานงานระหว่างบริษัทเรือเพื่อจัดหาเรือคุณภาพสูงในการขนส่งสินค้า อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในเส้นทางการขนส่งไปญี่ปุ่นจึงสามารถวางแผนจัดเส้นทางการเดินเรือที่ปลอดภัย รวมถึงยังสามารถประสานงานระหว่างท่าเรือต้นทางและปลายทาง เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นและต่อตรงเวลา

4. การบริหารโครงการแบบมืออาชีพ

ตั้งแต่การประชุมวางแผนล่วงหน้า (pre-shipment meeting) การจำลองสถานการณ์ความเสี่ยง ไปจนถึงการควบคุมงานแบบเรียลไทม์ SPM ดำเนินงานในรูปแบบเดียวกับบริษัทโลจิสติกส์ระดับโลก เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนการขนส่ง

Elevating Thai Industry Standards

คุณธนิต หาญเบญจพงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท Siam Pattana Maritime และ Siam ECL

การได้รับเลือกเป็นผู้ให้บริการขนส่งในโครงการระดับแลนด์มาร์กของญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นความสำเร็จของ SPM แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเลของไทย ที่สามารถก้าวข้ามบทบาทผู้รับงานระดับภูมิภาคสู่สนามระดับโลก อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเชิงบวกทั้งต่อนักลงทุน พันธมิตร และบุคลากรในอุตสาหกรรมทั้งหมด

คุณธนิต กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นหนึ่งในงานที่ทีมงานภาคภูมิใจมากที่สุด เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการที่บริษัทไทยสามารถยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับเวทีระดับสากล การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างอาคารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้าง ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ที่สามารถต่อยอดไปสู่โครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคต”

โดยบริษัทฯ ยังมองว่าในช่วงปี 2026-2027 ที่การขนส่งชิ้นส่วนโครงการ Torch Tower ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และโครงการขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งสำหรับบริษัทฯ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทย

Beyond the Milestone

SPM พร้อมต่อยอดในความสำเร็จครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง โดยวางแผนเดินหน้าขยายศักยภาพองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดธุรกิจสินค้าโครงการและโลจิสติกส์สินค้าขนาดใหญ่ในระดับโลก โดยปีนี้ทางกลุ่มบริษัท ECL จะมีการรับมอบเรือ Heavy Lift ลำใหม่ในชื่อ GIGA TRANS ในปี 2026

โดยเรือลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขนส่งสินค้าโครงการโดยเฉพาะ สามารถรองรับน้ำหนักยกได้สูงถึง 500 ตันต่อการยก (500-ton lifting capacity) ซึ่งนับเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคนิคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เรือลำนี้สามารถปฏิบัติการในบริการใหม่ของกลุ่ม ECL ที่มุ่งเน้นตลาดสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ อาทิ โครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารสูง เครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานขนาดใหญ่

“GIGA TRANS” เรือ Heavy Lift ลำใหม่ของกลุ่มบริษัท ECL

นอกจากนี้ เรือลำใหม่จะปฏิบัติการในเส้นทางระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เนื่องจากเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าโครงการที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการด้านมาตรฐานโลจิสติกส์ระดับสูงที่สุดในโลก

คุณธนิตได้กล่าวถึงการลงทุนในครั้งนี้อีกว่า “การที่ ECL ลงทุนในเรือลำใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนเรือในกองเรือ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนบทบาทของกลุ่ม ECL จาก ‘ผู้ให้บริการขนส่ง’ ไปสู่การเป็นคู่หูเชิงกลยุทธ์ของลูกค้าในโครงการขนาดใหญ่ ด้วยการผสานเครือข่ายเรือระดับโลกของ ECL ความเชี่ยวชาญด้านสินค้าโครงการของทีม และความเข้าใจเชิงลึกในมาตรฐานญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา กลุ่มบริษัทจะสามารถให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนโลจิสติกส์ การประเมินโครงสร้างสินค้า การจัดการ Heavy Lift Operation ไปจนถึงการควบคุมไทม์ไลน์ของโครงการอย่างแม่นยำ”

เครือข่ายเส้นทางเดินเรือของกลุ่มบริษัท ECL

การเพิ่มเรือลำใหม่เข้ามาในปี 2026 จึงนับเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้งกลุ่ม ECL ในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในตลาดระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ  ECL มีเรือขนส่งสินค้าในเครือที่ให้บริการ ทั้งเรือที่บริษัทเป็นเจ้าของ (owned) และเรือเช่าเหมาลำ (chartered) รวมทั้งสิ้นประมาณ 40 ลำ ครอบคลุมเส้นทางหลักในเอเชีย อเมริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ SPM ยังให้บริการเรือสัญชาติไทยและเรือที่มีสิทธิเช่นเดียวกับสัญชาติไทย ซึ่งพร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าโครงการ สินค้าขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ด้วยโซลูชันการขนส่งที่ออกแบบตามความต้องการของลูกค้าทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ความสำเร็จในสัญญาโครงการ Torch Tower ครั้งนี้ถือเป็นหลักชัยสำคัญของบริษัทฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายในการขยายขีดความสามารถด้านสินค้าโครงการอย่างต่อเนื่อง โดย SPM มีแผนจะสั่งซื้อเรือลำใหม่ที่เป็นเรือสัญชาติไทยในปีนี้ พร้อมมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการที่ตอบโจทย์ ขับเคลื่อนโครงการระดับโลก และยกระดับโลจิสติกส์ไทยสู่เวทีสากล


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้Kuehne+Nagel หนุน Schwalbe ขยายฐานปฏิบัติการในเวียดนาม
บทความถัดไปNYK และ Yusen Logistics ร่วมกันจัดนิทรรศการภายในงาน Space Approach EXPO 2025