บริษัท Siam Pattana Maritime (SPM) ในเครือบริษัท Siam ECL และบริษัท Eastern Car Liner (ECL) คว้าสัญญาการขนส่งเหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่ สำหรับโครงการก่อสร้าง Torch Tower อาคารที่สูงที่สุดใน Tokyo ประเทศญี่ปุ่น จากบริษัท M.C.S. Steel Public Company Limited ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าสัญญาการขนส่งที่สูงกว่า 300 ล้านบาทภายในปีเดียว พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยสู่ระดับโลก
ในโลกของโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าโครงการ มีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่สามารถสะท้อน ‘ศักยภาพที่แท้จริง’ ของผู้ให้บริการได้อย่างชัดเจน และหนึ่งในนั้นคือการขนส่งชิ้นส่วนเหล็กขนาดใหญ่สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่สูงที่สุดใน Tokyo อย่างอาคาร Torch Tower ซึ่งกำลังก่อสร้างและมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2028 การที่ SPM คว้าสัญญาการขนส่งในโครงการระดับแลนด์มาร์กของประเทศญี่ปุ่นได้ จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ ที่เจ้าของโครงการไว้วางใจ รวมถึงความเป็นผู้นำในด้านการขนส่งสินค้าโครงการระดับสากล

นิตยสาร LM ฉบับนี้ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณธนิต หาญเบญจพงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท Siam Pattana Maritime และ Siam ECL เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จในการได้รับเลือกครั้งนี้ ตลอดจนแนวทางในการขยายศักยภาพของบริษัทฯ ในอนาคต
Entrusted with a Landmark Project


โครงการ Torch Tower ไม่ได้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างอาคารสูงทั่วไป แต่เป็นโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ใน Tokyo ที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กขนาดพิเศษ ทั้งในด้านน้ำหนักและมิติ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดด้านความแม่นยำทางวิศวกรรมอย่างเข้มงวด การขนส่งสินค้าในลักษณะนี้จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและการวางแผนเชิงวิศวกรรม รวมถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอนของการขนส่ง เริ่มตั้งแต่การวางแผนเส้นทางเดินเรือ การคำนวณน้ำหนักบรรทุก แผนการจัดวางสินค้า (stowage plan) ไปจนถึงการยกถ่ายด้วยเครนเฉพาะทาง ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูง
การคว้าสัญญาโครงการในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ SPM ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ยาวนานในด้านการขนส่งสินค้าโครงการและการทำงานร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม สำหรับ SPM โครงการ Tokyo Torch Tower ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในเชิงรายได้ แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรและตอกย้ำบทบาทของบริษัทไทยในตลาดโลจิสติกส์ระดับเมกะโปรเจกต์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความแม่นยำ และความรับผิดชอบในระดับสากล โครงการนี้ไม่ใช่เพียง ‘งานขนส่ง’ แต่คือการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบในทุกมิติ เพราะความล่าช้าเพียงเล็กน้อยหรือความเสียหายเพียงชิ้นเดียว อาจส่งผลต่อไทม์ไลน์ของโครงการก่อสร้างทั้งระบบ
Standout Qualities
SPM นับเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือที่มีความหลากหลาย ด้วยกองเรือขนส่งสินค้าอเนกประสงค์ เรือขนส่งสินค้าโครงการ และเรือขนส่งสินค้าวางกอง รวมถึงเครือข่ายเส้นทางการเดินเรือที่กว้างขวางของบริษัทในกลุ่ม Eastern Car Liner (ECL) บริษัทฯ จึงพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม การได้รับสัญญาการขนส่งในโครงการครั้งนี้ยังเกิดจากจุดแข็งอันโดดเด่นของบริษัทฯ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสี่ประการ ได้แก่

1. ความเชี่ยวชาญด้าน Project Cargo และ Heavy Lift
บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรงในการขนส่งสินค้าโครงสร้างเหล็ก เครื่องจักร และอุปกรณ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการการวางแผนเฉพาะรายโครงการ (tailor-made logistics)
2. ความเข้าใจมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และคุณภาพงานในระดับสูงสุด การทำงานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างและวิศวกรญี่ปุ่นจึงต้องใช้ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคนิคและวัฒนธรรมในการทำงาน ซึ่ง SPM มีความเข้าใจในจุดนี้อย่างลึกซึ้ง
3. เครือข่ายพันธมิตรทางทะเลและท่าเรือ
SPM มีเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวาง ทำให้สามารถประสานงานระหว่างบริษัทเรือเพื่อจัดหาเรือคุณภาพสูงในการขนส่งสินค้า อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในเส้นทางการขนส่งไปญี่ปุ่นจึงสามารถวางแผนจัดเส้นทางการเดินเรือที่ปลอดภัย รวมถึงยังสามารถประสานงานระหว่างท่าเรือต้นทางและปลายทาง เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นและต่อตรงเวลา
4. การบริหารโครงการแบบมืออาชีพ
ตั้งแต่การประชุมวางแผนล่วงหน้า (pre-shipment meeting) การจำลองสถานการณ์ความเสี่ยง ไปจนถึงการควบคุมงานแบบเรียลไทม์ SPM ดำเนินงานในรูปแบบเดียวกับบริษัทโลจิสติกส์ระดับโลก เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนการขนส่ง


Elevating Thai Industry Standards

การได้รับเลือกเป็นผู้ให้บริการขนส่งในโครงการระดับแลนด์มาร์กของญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นความสำเร็จของ SPM แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเลของไทย ที่สามารถก้าวข้ามบทบาทผู้รับงานระดับภูมิภาคสู่สนามระดับโลก อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเชิงบวกทั้งต่อนักลงทุน พันธมิตร และบุคลากรในอุตสาหกรรมทั้งหมด
คุณธนิต กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นหนึ่งในงานที่ทีมงานภาคภูมิใจมากที่สุด เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการที่บริษัทไทยสามารถยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับเวทีระดับสากล การมีส่วนร่วมในการก่อสร้างอาคารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้าง ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ที่สามารถต่อยอดไปสู่โครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคต”
โดยบริษัทฯ ยังมองว่าในช่วงปี 2026-2027 ที่การขนส่งชิ้นส่วนโครงการ Torch Tower ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และโครงการขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งสำหรับบริษัทฯ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทย
Beyond the Milestone
SPM พร้อมต่อยอดในความสำเร็จครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง โดยวางแผนเดินหน้าขยายศักยภาพองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดธุรกิจสินค้าโครงการและโลจิสติกส์สินค้าขนาดใหญ่ในระดับโลก โดยปีนี้ทางกลุ่มบริษัท ECL จะมีการรับมอบเรือ Heavy Lift ลำใหม่ในชื่อ GIGA TRANS ในปี 2026

โดยเรือลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขนส่งสินค้าโครงการโดยเฉพาะ สามารถรองรับน้ำหนักยกได้สูงถึง 500 ตันต่อการยก (500-ton lifting capacity) ซึ่งนับเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคนิคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เรือลำนี้สามารถปฏิบัติการในบริการใหม่ของกลุ่ม ECL ที่มุ่งเน้นตลาดสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ อาทิ โครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารสูง เครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานขนาดใหญ่

นอกจากนี้ เรือลำใหม่จะปฏิบัติการในเส้นทางระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เนื่องจากเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าโครงการที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการด้านมาตรฐานโลจิสติกส์ระดับสูงที่สุดในโลก
คุณธนิตได้กล่าวถึงการลงทุนในครั้งนี้อีกว่า “การที่ ECL ลงทุนในเรือลำใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนเรือในกองเรือ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนบทบาทของกลุ่ม ECL จาก ‘ผู้ให้บริการขนส่ง’ ไปสู่การเป็นคู่หูเชิงกลยุทธ์ของลูกค้าในโครงการขนาดใหญ่ ด้วยการผสานเครือข่ายเรือระดับโลกของ ECL ความเชี่ยวชาญด้านสินค้าโครงการของทีม และความเข้าใจเชิงลึกในมาตรฐานญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา กลุ่มบริษัทจะสามารถให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนโลจิสติกส์ การประเมินโครงสร้างสินค้า การจัดการ Heavy Lift Operation ไปจนถึงการควบคุมไทม์ไลน์ของโครงการอย่างแม่นยำ”

การเพิ่มเรือลำใหม่เข้ามาในปี 2026 จึงนับเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้งกลุ่ม ECL ในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในตลาดระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ECL มีเรือขนส่งสินค้าในเครือที่ให้บริการ ทั้งเรือที่บริษัทเป็นเจ้าของ (owned) และเรือเช่าเหมาลำ (chartered) รวมทั้งสิ้นประมาณ 40 ลำ ครอบคลุมเส้นทางหลักในเอเชีย อเมริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ SPM ยังให้บริการเรือสัญชาติไทยและเรือที่มีสิทธิเช่นเดียวกับสัญชาติไทย ซึ่งพร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าโครงการ สินค้าขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ด้วยโซลูชันการขนส่งที่ออกแบบตามความต้องการของลูกค้าทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ความสำเร็จในสัญญาโครงการ Torch Tower ครั้งนี้ถือเป็นหลักชัยสำคัญของบริษัทฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายในการขยายขีดความสามารถด้านสินค้าโครงการอย่างต่อเนื่อง โดย SPM มีแผนจะสั่งซื้อเรือลำใหม่ที่เป็นเรือสัญชาติไทยในปีนี้ พร้อมมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการที่ตอบโจทย์ ขับเคลื่อนโครงการระดับโลก และยกระดับโลจิสติกส์ไทยสู่เวทีสากล
อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่
















