ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย

LM ฉบับนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ณ ปัจจุบัน รวมถึงเป้าหมาย และความมุ่งมั่นในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมรายละเอียดเชิงลึกของโครงการพัฒนาท่าเรือฯ ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในมิติต่างๆ

A: โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เป็นการสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ทันการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ ซึ่งทิศทางการเติบโตและแนวโน้มการขนส่งทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าภายในประเทศให้มากขึ้นและได้บรรจุโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ที่ต้องการเร่งพัฒนาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้มีการเชื่อมต่อและขนส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) และประเทศจีนตอนใต้ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งและกระจายสินค้าที่สำคัญของภูมิภาค ทั้งยังเตรียมผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบัง (ทฉล.) เป็นท่าเรือชั้นนำของโลก

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 (ท่าเทียบเรือ F) มีเป้าหมายหลักและรายละเอียดดังนี้

  • เมื่อการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 แล้วเสร็จได้มีการตั้งเป้าว่าจะสามารถรองรับตู้สินค้าผ่านท่ารวมกันได้ประมาณปีละ 18.10 ล้านทีอียู
  • สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าทางรถไฟ 6 ล้านทีอียูต่อปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟจาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการพัฒนาศูนย์การขนส่งทางรถไฟให้เชื่อมต่อกับท่าเทียบเรือโดยตรง
  • สามารถรองรับเรือขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel) ได้อย่างปลอดภัย ด้วยแอ่งจอดเรือลึก -18.5 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
  • มุ่งสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port & Automation) ที่มีระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย ด้วยการนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ และก้าวสู่การเป็น Green & Smart Port แห่งแรกของไทย
  • สนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย โดยอาศัยการมีระบบขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งเรือ-ราง-ถนน และการเชื่อมโยงท่าเรืออื่นๆ ในภูมิภาคแบบไร้รอยต่อ
  • ลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศจากร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 12 ของ GDP ช่วยประหยัดค่าขนส่งประมาณ 250,000 ล้านบาท

A: โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มีส่วนงานสำคัญที่ต้องเร่งรัดดำเนินการใน 2 ส่วนงาน ได้แก่ งานก่อสร้างงานทางทะเล และงานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานได้ ดังนี้

  • งานก่อสร้างงานทางทะเล

อยู่ระหว่างผู้รับจ้างดำเนินการและมีผลการดำเนินงานในภาพรวม 91เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนงาน สำหรับงานถมทะเลในส่วนของท่าเทียบเรือ F1 จะดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในเชิงโครงสร้างงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในปี 2027

  • งานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค

อยู่ระหว่างผู้รับจ้างดำเนินการและมีผลการดำเนินงานในภาพรวม 10.483 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งล่าช้าไป 1.754 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากติดปัญหาการส่งมอบพื้นที่สำหรับงานถมทะเลในขั้นตอนการตรวจสอบความหนาแน่นของดิน ร่วมกับกลุ่ม GPC ทำให้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาตามกำหนดการเดิมได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานร่วมกับเอกชนคู่สัญญาในการตรวจสอบและหารือแนวทางแก้ไขร่วมกัน และคาดว่าจะสามารถส่งมอบพื้นที่ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2028 คาดว่าจะเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ได้ภายในปี 2031

A: ท่าเรือแหลมฉบังมุ่งเป็นท่าเรือที่แข่งขันได้ปลอดภัยและยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสใหม่ทางการค้า โดยโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ได้มีการนำรูปแบบการพัฒนาเป็นท่าเรืออัจฉริยะ และถูกวางบทบาทให้เป็น Green & Smart Port แห่งแรกของไทย ผ่านการนำเครื่องจักรอัตโนมัติและระบบ IT มาใช้ในลานตู้สินค้าเพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติการ

นอกจากนี้ ท่าเรือแหลมฉบังยังได้มีการนำ 5G และระบบอัตโนมัติที่ช่วยจัดการตู้คอนเทนเนอร์ได้รวดเร็วแม่นยำปลอดภัยและลดการเกิดอุบัติเหตุมาใช้ พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI และ IoT ในการติดตามเรือและตู้สินค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อลดความล่าช้าในการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ IoT Sensors เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำอากาศและฝุ่น PM2.5-5 และยกระดับการจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังด้วยระบบ Truck Queue และ Smart Port Traffic Management โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและยกระดับท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่ยั่งยืนของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

A: เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) คือ ‘มุ่งสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก ด้วยการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน’ การดำเนินงานของท่าเรือหลักทั้งท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบังจึงมุ่งเน้นการพัฒนาใน 3 องค์ประกอบสำคัญตามหลัก ESG ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่ดี เพื่อให้การพัฒนาในภาพรวมของกทท. สามารถสนับสนุนการเติบโตขององค์กร ชุมชน และสังคมรอบข้างได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่ได้วางบทบาทสู่การเป็นท่าเรือสีเขียวอย่างเต็มตัวนั้น จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและ การดูแลสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายหลัก ดังนี้

  • การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality): ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมพลังงาน โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและยานพาหนะภายในท่าเรือจากระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นระบบไฟฟ้า และการพัฒนาระบบ Shore-to-Ship Power เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเรือที่มาจอดเทียบท่า ซึ่งเป็นการลดการปล่อยมลพิษและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ท่าเรือ
  • การเพิ่มสัดส่วนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนนสู่การขนส่งทางรางและทางลำน้ำหรือชายฝั่ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสนับสนุนการลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
  • การจัดการทรัพยากรและมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ: ตั้งแต่การจัดการขยะและน้ำเสียด้วยระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางที่ทันสมัย และการจัดการขยะจากการเดินเรือตามมาตรฐานสากล (MARPOL) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล พร้อมด้วยอาคารสำนักงานและโรงพักสินค้าในโครงการที่ถูกออกแบบตามมาตรฐาน Green Building โดยเน้นการประหยัดพลังงานและการใช้แสงธรรมชาติ
  • ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม: จัดตั้งกองทุนเยียวยาและพัฒนาชุมชนของประชาชนรอบท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข และการสร้างอาชีพ รวมถึงลดผลกระทบด้านเสียงและฝุ่นผ่านการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและเครื่องจักรไฟฟ้า

A: โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 นอกจากจะส่งผลต่อการเติบโตของการท่าเรือฯ แล้ว ยังส่งผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ อาทิ

ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ (National Economy)

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและท่าเรือ นับเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
  • รายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการของการท่าเรือฯ รวมถึงค่าเช่าพื้นที่ ภาษีเงินได้ และค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งจะถูกนำกลับไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
  • ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง และเป็นส่วนทำให้ราคาสินค้าส่งออกในภาพรวมของไทยแข่งขันได้ดีขึ้น
  • ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้ตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานในเขตพื้นที่ EEC เนื่องด้วยความมั่นใจในระบบขนส่งที่เชื่อมโยงไปทุกภูมิภาคทั่วโลก
  • เกิดการจ้างงานทั้งโดยตรงและทางอ้อมมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง ทั้งในส่วนการเดินเรือ การบริหารคลังสินค้า และธุรกิจดิจิทัลโลจิสติกส์

ผลประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม (Community & Social)

  • ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าเข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือจากรถบรรทุกเป็นระบบรางหรือทางชายฝั่ง และการใช้รถไฟฟ้า (EV) ซึ่งช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด อีกทั้งยังทำให้มลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนทั้งในเขตพื้นที่ท่าเรือและชุมชนรอบนอกลดน้อยลง ทำให้คุณภาพชีวิตของพนักงาน ผู้ใช้บริการ รวมถึงชุมชนรอบข้างดีขึ้น
  • เกิดการถ่ายทอดทักษะ (Skill Upgrading) จากการนำเทคโนโลยี Automation มาใช้ ทำให้แรงงานในพื้นที่ต้องได้รับการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ส่งผลให้คนในชุมชนมีโอกาสเข้าทำงานในตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงขึ้น

การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค (Regional Connectivity)

  • เนื่องด้วยประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน การพัฒนาท่าเรือจะเป็นจุดเชื่อมต่อการค้าและเส้นทางเดินเรือที่สำคัญระหว่างเอเชียตะวันออกและยุโรป ประกอบกับการที่ประเทศไทยมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศพื้นบ้าน ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย จึงถือเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าไปยังประเทศดังกล่าวผ่านโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงการขนส่งไปยังจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้

A: ช่วงระหว่างการพัฒนาโครงการความท้าทายหลักคือการจัดการรถบรรทุกสินค้าที่เข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรถขนส่งวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรหนัก โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบของผู้ใช้บริการผ่านการจัดสรรช่วงเวลา (Time Slot Management) โดยกำหนดช่วงเวลาเข้า-ออกพื้นที่ของรถขนส่งวัสดุก่อสร้างไม่ให้ตรงกับช่วงเวลาเร่งด่วนของการขนถ่ายสินค้าปกติ เพื่อลดความหนาแน่นบริเวณประตูทางเข้า และการบริหารจัดการสิ่งเศษวัสดุ ด้วยการกำหนดมาตรการความปลอดภัยในการขนส่งวัสดุถมทะเลและดิน เพื่อไม่ให้มีเศษวัสดุตกหล่นซึ่งจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและการจราจรติดขัด

หลังจากเปิดปฏิบัติการท่าเรือ เฟส 3 แล้ว จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งและการนำเทคโนโลยีมาใช้  ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าเข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือเป็นระบบราง ผ่านโครงการพัฒนาและผลักดันการใช้งานศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator : SRTO) ซึ่งจะช่วยลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนลงได้ถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ และการใช้ระบบประตูอัตโนมัติร่วมกับเทคโนโลยี OCR และ RFID ในการตรวจสอบตู้สินค้าและป้ายทะเบียนรถโดยไม่ต้องหยุดรถนาน ทำให้การไหลเวียนของรถบริเวณทางเข้า-ออกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

A: สำหรับแผนการในอนาคต ท่าเรือแหลมฉบังได้ตั้งเป้าหมายไว้สามส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • การเพิ่มสัดส่วนตู้สินค้าถ่ายลำ

ปัจจุบันการเติบโตของท่าเรือแหลมฉบังขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจและปริมาณสินค้านำเข้า-ส่งออกของประเทศเป็นหลัก ประกอบกับท่าเรือของสิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มเต็มศักยภาพในการรองรับตู้สินค้า ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังคือการสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของปริมาณตู้สินค้าถ่ายลำ (Transshipment Cargo) เพื่อดึงดูดให้สายเรือบางส่วนพิจารณานำเรือสินค้ามารวบรวม ขนถ่าย และกระจายตู้สินค้าไปยังประเทศต่างๆ ณ ท่าเรือแหลมฉบังแทน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายภายใต้แผนวิสาหกิจที่ต้องการพัฒนาสู่การเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าถ่ายลำทางเลือกสำหรับประเทศอาเซียน หรือ Short Sea Shipping

ทั้งนี้ ในปัจจุบันการท่าเรือฯ อยู่ระหว่างผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบัง (เฟสที่ 1, 2 และ 3) เป็นส่วนหนึ่งของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การบริหารจัดการคล่องตัวขึ้นแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์ทางกฎหมายของพื้นที่ EEC อาทิ กฎหมายศุลกากรเพื่อลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้า ควบคู่กับการดำเนินการคู่ขนานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบสำหรับการขนส่งและขนถ่ายสินค้า Transshipment ทั้ง 16 ฉบับ

  • การส่งเสริมด้านการตลาดร่วมกับท่าเรืออื่นในภูมิภาค พันธมิตร และคู่ค้า

ท่าเรือแหลมฉบังมุ่งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการพัฒนาระหว่างท่าเรือ เพื่อทำหน้าที่เป็น Feeder Port และ Hub Port ระหว่างกัน รวมถึงการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ร่วมกับพันธมิตร ภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการให้บริการในภาพรวมของท่าเรือแหลมฉบังให้ดียิ่งขึ้น

  • การพัฒนาและบริหารจัดการเชิงพื้นที่ตาม Master Plan

มีการแบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ การพัฒนา และจัดโซนพื้นที่ที่ชัดเจน เพื่อให้การสอดรับกับการพัฒนาและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการบริษัทลูก เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ในภาพรวมของการท่าเรือฯ และท่าเรือแหลมฉบังในอนาคต

ประวัติการทำงานและประสบการณ์โดยย่อของว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล

พ.ศ. 2558: นักบริหาร 14 ประจำผู้อำนวยการกทท.
พ.ศ. 2563: ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ
พ.ศ. 2564: ผู้ช่วยผู้อำนวยการกทท. สายตรวจสอบ
พ.ศ. 2566: นักบริหาร 16 ประจำผู้อำนวยการกทท.
ปัจจุบัน: รองผู้อำนวยการกทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร และรักษาการผู้อำนวยการ กทท.


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้LOGISTEED ปฏิบัติการขนส่งตู้รถไฟ Nikko Maude SPACIA สู่ไต้หวัน ฉลองครบรอบ 10 ปีความร่วมมือระหว่าง TOBU RAILWAY และ Taiwan Railways
บทความถัดไปLEO จับมือ NTF, AMARC และ LSSC ลุยขนส่งทางรางสู่จีน ผลักดันศักยภาพโลจิสติกส์ครบวงจร