IPI และ RIPI จัดเป็นคำศัพท์ขนส่งสำคัญที่ควรรู้เมื่อส่งออกสินค้าไปยังอเมริกา เนื่องจากคำศัพท์เฉพาะเหล่านี้ บ่งบอกถึงวิธีการขนส่งและเส้นทางการเดินทางของสินค้า ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเลือกบริการที่เหมาะสมต่อความต้องการขนส่งในแต่ละครั้ง

LM มีโอกาสพูดคุยกับคุณนฤชา สมันนุ้ย ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าขาออก และคุณญานิสา รอดบ้านยาง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าขาออก บริษัท Kerry-Apex Thailand ผู้มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการขนส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกากว่า 10 ปี มาแบ่งปันข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับวิธีการเลือกเส้นทางและรูปแบบการกระจายสินค้าสำหรับการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา

IPI/RIPI เส้นทางขนส่งพื้นฐานภายในของสหรัฐฯ ที่ปลายทางไม่ใช่ท่าเรือ

สำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา รูปแบบการนำเข้าของสินค้าสู่แผ่นดินจะถูกแบ่งออกเป็นชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ หรือ United States West Coast (USWC) และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ United States East Coast (USEC)

การเดินทางของสินค้าไปยังท่าเรือฝั่งตะวันตก เช่น ท่าเรือ Long Beach/Los Angeles สินค้าที่ออกจากต้นทางประเทศในเอเชีย จะใช้เส้นทางการเดินเรือ TP (Trans-Pacific) แล้วยกตู้สินค้าขึ้นบนท่าเรือฝั่ง USWC จากนั้นตู้สินค้าถูกจัดส่งไปยังปลายทางภายในของสหรัฐฯใน Group 4,1 และ 2  โดยใช้โหมดการขนส่งทางถนนสำหรับการขนส่งระยะใกล้ และใช้การขนส่งทางรางสำหรับการขนส่งระยะไกล การเดินทางของสินค้าในลักษณะนี้ เรียกว่า Interior Point Intermodal หรือ IPI ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากท่าเรือฝั่งตะวันตกไปยังปลายทางภายในของสหรัฐฯใน Group 4,1 และ 2  

ตรงข้ามกัน การเดินทางของสินค้าไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก เช่น ท่าเรือ New York/New Jersey สินค้าที่ออกจากต้นทางประเทศในเอเชีย จะใช้เส้นทางการเดินเรือ TP (Trans-Pacific) แล้วเดินทางผ่านคลอง Panama เพื่อยกตู้สินค้าขึ้นสู่ท่าเรือในฝั่ง USEC จากนั้นตู้สินค้าถูกจัดส่งสินค้าไปยังปลายทางภายในของสหรัฐฯใน Group 3 และ 2 การเดินทางของสินค้าในลักษณะนี้ เรียก ว่า Reverse Interior Point Intermodal หรือ RIPI ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากท่าเรือฝั่งตะวันออกไปยังปลายทางภายในของสหรัฐฯใน Group 3 และ 2 กล่าวคือ RIPI เป็นการขนส่งสินค้าที่ย้อนกลับนั่นเอง

AWS/MLB ทางเลือกเสริมที่ไม่ควรมองข้าม รูปแบบเส้นทางขนส่งไปยังท่าเรือของสหรัฐฯ ที่ควรรู้

นอกจากการเลือกเส้นทางการขนส่งเบื้องต้นแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการคำนวนต้นทุนการขนส่งทั้งด้านการลงทุนในงบประมาณและเวลาคือ การเลือกคำนึงถึงตัวเลือกการขนส่งต่อเนื่องแบบอื่นๆ ให้รอบด้าน ได้แก่ การส่งสินค้าแบบ AWS และ MLB

การขนส่งสินค้าแบบ AWS ย่อมาจาก All Water Service คือ รูปแบบการขนส่งต่อเนื่องโดยใช้โหมดการขนส่งทางน้ำตลอดการเดินทางของสินค้า ซึ่งนับเป็นรูปแบบการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แต่ใช้ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานกว่าโหมดการขนส่งทางบก

การขนส่งสินค้าแบบ MLB ย่อมาจาก Mini Land Bridge คือ การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากท่าเรือฝั่งตะวันตก USWC ไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออกUSEC  โดยมีข้อแตกต่างจากการขนส่งสินค้าแบบ IPI คือ IPI จัดส่งสินค้าไปยังผู้รับในขณะที่ MLB เป็นการจัดส่งไปยังท่าเรือ กล่าวคือการจัดส่งแบบ MLB จะใช้เวลาเร็วแต่ต้นทุนสูงกว่าการจัดส่งแบบ AWS ไปท่าเรือฝั่งตะวันออก เช่น ท่าเรือ New York/New Jersey

การตัดสินใจด้วยข้อมูลที่รอบด้าน

คุณญานิสา รอดบ้านยาง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าขาออก บริษัท Kerry-Apex Thailand
คุณญานิสา รอดบ้านยาง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าขาออก บริษัท Kerry-Apex Thailand

“การเข้าใจความหมายของ IPI, RIPI, AWS และ MLB จะช่วยให้ผู้ส่งสินค้าสามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบการขนส่งในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยข้อมูลที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เรือสินค้าติดขัดที่คลอง Panama การเลือกส่งสินค้าไปยังท่าเรือ USWC และตัดสินใจกระจายสินค้าด้วยการขนส่งแบบ MLB โดยอาศัยเครือข่ายการเชื่อมต่อของท่าเรือในสหรัฐฯ จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาความล่าช้า ทำให้สินค้าไปถึงปลายทางได้รวดเร็วขึ้นแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่าการขนส่งสินค้าไปยัง USEC โดยเลือกการส่งสินค้า RIPI ซึ่งมีต้นทุนต่ำ”

อนึ่ง การเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญการขนส่งสินค้าในสหรัฐอเมริกาและมีเครือข่ายการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่แข็งแกร่งก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มตัวเลือกการขนส่งที่หลากหลาย โดยการให้บริการของบริษัทฯ Kerry-Apex มีเครือข่ายการขนส่งสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการขนส่งสินค้าไปยังปลายทางในรัฐที่ตั้งอยู่ตอนในของประเทศด้วยการขนส่งแบบ door-to-door ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ IPI หรือ RIPI โดยมีสำนักงานย่อยคอยสนับสนุนการขนส่งในสหรัฐอเมริกาในหลายรัฐ อาทิ รัฐ California, Illinois, Washington, Florida, New York และ Texas

คุณนฤชา สมันนุ้ย ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าขาออก บริษัท Kerry-Apex Thailand

“เราสามารถนำเสนอบริการเสริมอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านโลจิสติกส์ให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เช่น บริการประกันขนส่งสินค้าทางทะเล บริการรมยาวัสดุต่างๆ หรือสินค้าที่ทำจากไม้ บริการดำเนินพิธีศุลกากร บริการคลังสินค้า รวมถึงบริการติดตามสินค้า รวมถึงการบริการ Booking Agent โดยให้บริการครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งแบบ FCL และ LCL” คุณนฤชา กล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ LCL กับ Kerry-Apex Thailand สามารถนำส่งสินค้าได้ที่คลังสินค้าในสถานี ICD ลาดกระบัง โดยบริษัทฯ จะรับหน้าที่ในการบรรจุและปิดตู้สินค้า ก่อนจะขนส่งตู้ไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อขนส่งตู้สินค้าไปยังปลายทาง โดยสำหรับลูกค้าที่ไม่มีรถบรรทุกเป็นของตัวเอง บริษัทฯ ก็สามารถให้บริการรับสินค้าได้จากหน้าโรงงานทั่วประเทศไทยและรวบรวมสินค้าจากแหล่งผลิตหลายๆ ที่ (Consolidation) ได้ตามความต้องการของลูกค้า


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้การท่าเรือแห่งรัฐจอร์เจีย (GPA) บันทึกสถิติปริมาณสินค้า Ro/Ro ผ่านท่าประจำปีงบประมาณ 2023
บทความถัดไปCNC เปิดตัวบริการ Bay Bengal Express 6 เชื่อมบังกลาเทศ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน
Satida Tinarak is a fresh writer who loves to read political novels or even constitutional law. Politics news is a subject that she never gets tired of.