ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (Hutchison Ports Thailand: HPT) เดินหน้าบรรลุเป้าหมายสำคัญขององค์กรอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษแห่งความสำเร็จ ด้วยการก้าวเป็นผู้นำของผู้ประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าในประเทศไทย พร้อมส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำด้านความอย่างยั่งยืน ภายใต้การปฏิบัติการเครื่องจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูง ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา HPT เป็นผู้ให้บริการท่าเทียบเรือตู้สินค้าและท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าทั่วไป ณ​ ท่าเรือแหลมฉบัง ประตูการค้าของไทย ซึ่งนำเสนอความโดดเด่นด้านบริการที่เหนือกว่ามาตรฐาน จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าและผู้ใช้บริการท่าเทียบเรือจนถึงปัจจุบัน สำหรับก้าวต่อไปสู่ทศวรรษที่สาม บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายหลักและวางทิศทางการเติบโตให้เป็นก้าวที่ยั่งยืนด้วยการมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พนักงาน สังคม และธุรกิจ

เมื่อย้อนกลับไปมองอดีตในช่วงเริ่มต้นของบริษัทฯ เราจะเห็นความทุ่มเทของพนักงานทั้งหมด 150 คน ที่ได้ร่วมต้อนรับเรือขนส่งตู้สินค้าลำแรก Sandy Rickmers ของสายการเดินเรือ Heung A Shipping และให้บริการยกขนตู้สินค้าจำนวน 400 ตู้ ขึ้น-ลงจากเรือฯ​ ที่ท่าเทียบเรือ A2 จวบจนปัจจุบัน ธุรกิจท่าเทียบเรือของบริษัทฯ​ ได้มีการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และสร้างสถิติใหม่ด้วยปริมาณสินค้าผ่านท่าจากท่าเทียบเรือ A2, A3, C1, C2 และท่าเทียบเรือชุด D รวมกว่า 35 ล้านทีอียู ด้วยแรงขับเคลื่อนของพนักงานที่มีคุณภาพและมากประสบการณ์ ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1,300 คน

Hoist Up

สำหรับการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สามของบริษัทฯ ในช่วงตลอดหกเดือนที่ผ่านมา HPT มีทิศทางการเติบโตที่เป็นไปอย่างสดใส สวนทางกับความท้าทายจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ห้องควบคุมอุปกรณ์ขนส่งสินค้าจากระยะไกล ท่าเทียบเรือชุด D, Hutchison Ports Thailand

บทพิสูจน์ความสำเร็จด้านการปฏิบัติการท่าเทียบเรือในช่วงครึ่งปีแรกของ HPT คืออัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 10 เปอร์เซ็นต์

โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2565 บริษัทฯ ได้ปฏิบัติการยกขนตู้สินค้าไปกว่า 1.92 ล้านทีอียู ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทฯ ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้นเป็น 41 เปอร์เซ็นต์

โดยบริษัทฯ​ ได้ยกระดับปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขนส่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยรูปแบบการบริหารจัดการท่าเทียบเรือที่มีมาตรฐานแต่ยังคงความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับการเข้าเทียบท่าที่ล่าช้ากว่ากำหนดซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ การให้บริการแก่สายการเดินเรือต่างๆ ที่มีเส้นทางบริการครอบคลุม หลากหลาย และเชื่อมต่อโดยตรงกับ HPT ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยลดทอนผลกระทบจากปริมาณสินค้าที่ลดลงในบางเส้นทางได้

Mark the New Milestones

HPT ปูทางสู่ท่าเทียบเรือสีเขียว โดยไม่ได้เน้นความสำคัญเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อบุคลากรและสังคมโดยรอบ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในท่าเทียบเรือชุด D

โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับมอบปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าใหม่ ขนาด Super Post Panamax จำนวน 4 คัน พร้อมปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานอีก 8 คัน โดยอุปกรณ์ที่รับมาใหม่ทั้งหมด เป็นอุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและควบคุมการปฏิบัติการจากระยะไกล สอดรับการพัฒนาท่าเทียบเรือตามเป้าหมายในการเป็นท่าเทียบเรือที่ทันสมัยและยั่งยืนที่สุดในท่าเรือแหลมฉบัง

ทั้งนี้ ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าใหม่ทั้ง 4 คัน สามารถรองรับเรือขนส่งตู้สินค้าขนาด Ultra Large Contain Vessel ที่มีความกว้างถึง 24 แถว พร้อมระบบควบคุมความปลอดภัยระหว่างการยกตู้สินค้า ช่วยป้องกันความเสียหายต่อตู้สินค้าและสินค้าภายในตู้จากการสั่นสะเทือนขณะขนถ่ายตู้สินค้าขึ้น-ลงจากเรือ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการมอบบริการที่น่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้า

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้ บริษัทฯ​ ได้วางแผนนำเข้า รถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับ จำนวน 9 คัน เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมจากเดิมที่นำมาทดลองใช้แล้วก่อนหน้านี้ 6 คัน และรถหัวลากพลังงานไฟฟ้าแบบมีคนขับอีก 9 คัน สำหรับเคลื่อนย้ายตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือชุด D เพื่อสานต่อพันธกิจในการเป็นท่าเทียบเรืออัจฉริยะชั้นนำของกลุ่มบริษัทฯ และตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้บุกเบิกการปฏิบัติการท่าเทียบเรือแบบผสมผสานระหว่างระบบอัตโนมัติและระบบปฏิบัติการที่ควบคุมโดยมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบัน รถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับได้ปฏิบัติการขนย้ายตู้สินค้าไปแล้วกว่า 100,000 ตู้

ขณะเดียวกัน การใช้อุปกรณ์ยกขนและเคลื่อนย้ายตู้สินค้าทั้งหมดนี้ที่ทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ด้วยการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการปฏิบัติการขนย้ายตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือได้มากกว่า  50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการปฏิบัติการด้วยอุปกรณ์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ขนย้ายตู้สินค้า

Move Forward

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือชุด D ในปี 2559 จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาท่าเทียบเรือแห่งนี้ได้เดินทางมาถึงการก่อสร้างระยะสุดท้ายแล้ว โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Mr. Stephen Ashworth กรรมการผู้จัดการ Hutchison Ports ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญาการก่อสร้างส่วนที่เหลือของท่าเทียบเรือชุด D​ กับบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)

สำหรับการก่อสร้างท่าเทียบเรือชุด D ส่วนที่เหลือ มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาสามปี โดยจะส่งผลให้ท่าเทียบเรือฯ มีพื้นที่วางตู้สินค้าทั่วไปและตู้สินค้าควบคุมอุณหภูมิเพิ่มขึ้น พร้อมประตูผ่านเข้าออกท่าเทียบเรือแบบอัตโนมัติ รวมถึงการซ่อมบำรุงอาคารทำการใหม่ โดยเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ท่าเทียบเรือฯ จะมีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านทีอียู ต่อปี

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท Hutchison Ports เชื่อว่า ‘องค์กร’ นั้นเติบโตขึ้นจาก ‘ผู้คน’ สิ่งใดก็ตามที่สำคัญต่อพนักงานและชุมชนก็จะสำคัญต่อบริษัทฯ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ HPT จึงตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับความยั่งยืนอยู่เสมอ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จับมือกับคณะพาณิชยนาวี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาเพื่อร่วมผลักดันโครงการ Go Green ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยได้วางแผนกิจกรรมรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันตลอดทั้งปี อาทิ กิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวในรั้วมหาวิทยาลัยฯ กิจกรรมปลูกต้นไม้จากที่บ้าน ไปจนถึงกิจกรรม Upcycling ชุบชีวิตของเหลือใช้ เพื่อลดการผลิตขยะในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม แม้ในอนาคตอันใกล้นี้ ทาง HPT จะเล็งเห็นสัญญาณบ่งชี้ถึงผลกระทบด้านลบของอุตสาหกรรมฯ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการแข่งขันในธุรกิจท่าเทียบเรือที่มีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่ผ่านมา

แต่บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าก้าวข้ามความท้าทายต่อไปด้วยการยึดมั่นในแนวทางการให้บริการที่มีมาตรฐานเหนือคู่แข่ง พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาจุดแข็งที่ทำให้ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากสายการเดินเรือทุกรายเช่นเดียวกับช่วงเวลาตลอดสองทศวรรษแห่งความสำเร็จนี้

อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้DHL จับมือ Volvo Trucks ลดมลภาวะจากยานยนต์เป็นศูนย์ ​พร้อมสั่งซื้อรถบรรทุกไฟฟ้า 44 คัน
บทความถัดไปMSC นำเสนอโซลูชันซัพพลายเชนโกโก้และช็อคโกแลตในงานแสดงสินค้า Chokao 2022
Satida Tinarak is a fresh writer who loves to read political novels or even constitutional law. Politics news is a subject that she never gets tired of. The Logistics Industry has now become one of her interests that is leading her towards another step towards furthering her knowledge.