ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังคงยืนหยัดในฐานะฟันเฟืองหลักและศูนย์กลางซัพพลายเชนของการค้าโลก โดยมีจีนและญี่ปุ่นเป็นผู้นำการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สำคัญ ในฐานะสายการเดินเรือชั้นนำสัญชาติจีน JJ Shipping มุ่งมั่นส่งมอบบริการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านเครือข่ายอันแข็งแกร่ง เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและหนึ่งในเกตเวย์หลักของภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโอกาสในตลาดการค้าสำคัญของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้วยประสบการณ์ที่บ่มเพาะมายาวนานกว่า 40 ปี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการขนส่งสินค้าระหว่างจีนและประเทศต่างๆ ในเอเชีย ผนวกกับความแข็งแกร่งของเครือข่ายที่ยืนหยัดมานานกว่า 10 ปี JJ Shipping สายการเดินเรือภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาลจีน ในกลุ่มบริษัท Shanghai Jinjiang Shipping (Group) มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทุกมิติของการขนส่งสินค้าระดับภูมิภาค สายการเดินเรือฯ จึงพร้อมส่งมอบโซลูชันการขนส่งที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าในประเทศไทย จีน และญี่ปุ่น อย่างยั่งยืน
นิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Mr. Wang Xianquin ผู้จัดการทั่วไป และ Mr. Wu Shuang ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด สายการเดินเรือ JJ Shipping เกี่ยวกับบทบาทของสายการเดินเรือฯ ในการสนับสนุนลูกค้า ทั้งในส่วนของบริการขนส่งสินค้าทางเรือ การสนับสนุนลูกค้า และแผนงานในอนาคตของบริษัทฯ
World-Class Reach, Local Strength
กลุ่มบริษัท Shanghai Jinjiang Shipping (Group) ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์ของรัฐแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (SASAC) มีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมการขนส่งในประเทศจีน พร้อมสนับสนุนลูกค้าทั้งการนำเข้าและส่งออก รวมทั้งให้บริการในเส้นทางการค้าระดับภูมิภาคที่พร้อมเชื่อมต่อทุกต้นทางและปลายทางตลอดซัพพลายเชนของลูกค้า
โดยในประเทศไทย สายการเดินเรือฯ ได้ขยายฐานปฏิบัติการผ่านการจัดตั้งบริษัท Jinjiang Shipping Agency (Thailand) หรือ JJ Shipping มายาวนานกว่า 10 ปี และยังคงเดินหน้าให้บริการแก่ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมฯ ทั้งลูกค้าชาวไทยและลูกค้าแบรนด์ใหญ่ระดับโลก

ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทสัญชาติจีน JJ Shipping ประเทศไทย จึงสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการค้าขนาดใหญ่ของจีนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การปฏิบัติการระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความลื่นไหลและมั่นคง อีกทั้งยังมีทีมผู้บริหารจากประเทศจีนเข้ามาดูแลการดำเนินงานในไทย ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจมีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่แบรนด์ไทยไปจนถึงบริษัทข้ามชาติ เพื่อให้ซัพพลายเชนของลูกค้าสามารถดำเนินการได้อย่างไร้รอยต่อและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
Mr. Wang กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี 2023 เราได้เดินหน้าขยายศักยภาพการบริการด้วยการนำกองเรือขนส่งคืนตู้สินค้าขนาด Bangkok Max เข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือกรุงเทพ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
JJ Shipping ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยผ่านเครือข่ายเส้นทางบริการครอบคลุมทั่วภูมิภาคจำนวนหกบริการ ประกอบด้วย

- บริการ CTX เชื่อมต่อไทยและจีน ผ่านเวียดนาม
- บริการ CSI เชื่อมต่อไทยและอินเดียผ่านมาเลเซีย
- บริการ CVT2 เส้นทางตรงระหว่างไทยและจีน
- บริการ IA88 เส้นทางตรงระหว่างไทยและญี่ปุ่น
- บริการ CTX2 เชื่อมต่อไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน
- บริการ CTJ เชื่อมต่อตรงระหว่างไทย จีน และญี่ปุ่น
Direct Connectivity with Practical Value
บริการ CTJ เป็นบริการล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เป็นบริการเส้นทางตรง (Direct Service) เพื่อเลี่ยงปัญหาความแออัดที่ท่าเรือขนถ่ายสินค้า พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบขนส่งข้ามพรมแดนมาสู่ทางเรือ ยิ่งไปกว่านั้น บริการ CTJ ยังมีจุดแข็งที่โดดเด่นเนื่องจาก JJ Shipping เป็นผู้บริหารจัดการบริการในเส้นทางนี้เพียงผู้เดียว จึงสามารถรับประกันมาตรฐานบริการและอัตราค่าระวางที่แข่งขันได้ โดยใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือ Shekou และ Shanghai ไปยัง Tokyo และ Yokohama อย่างรวดเร็วเพียง 4-8 วัน

แต่ละเที่ยวของบริการ CTJ สามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณ 1,500 ทีอียู หรือ 20,000 ตัน ทั้งยังมีปลั๊กสำหรับตู้สินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Reefer) กว่า 200-300 ปลั๊ก พร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าเภสัชภัณฑ์และสินค้าประเภทของสดเสียง่าย ด้วยรอบการวนเรือเริ่มต้นจากท่าเรือกรุงเทพ (Bangkok) ไปยังแหลมฉบัง (Laem Chabang) ที่ท่าเทียบเรือ ESCO ก่อนจะปฏิบัติการต่อไปยัง Shekou, Shanghai, Tokyo, Yokohama และ Ningbo
ขณะที่บริการ CVT2 ถือเป็นบริการมาตรฐานใหม่สำหรับการเชื่อมต่อตรงระหว่างไทย-จีน โดยเป็นบริการที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายในการร่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือกรุงเทพ ไปยัง Qingdao จากเดิม 18 วันให้เหลือเพียง 7 วัน เพื่อสนับสนุนการขนส่งผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง ยาง และสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยรอบการวนเรือเริ่มต้นจากท่าเรือกรุงเทพ (Bangkok) ไปยังแหลมฉบัง (Laem Chabang), Shanghai และ Qingdao
Supporting Cargo Flows Beyond the Mainline

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศจีน JJ Shipping ได้นำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดสู่ประเทศไทย เพื่อให้บริการเรือบาร์จสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพฯ และท่าเรือแหลมฉบัง ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งภายในประเทศและการส่งออกผ่านกองเรือหลักของสายการเดินเรือฯ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
Mr. Wu กล่าวว่า “ด้วยฐานปฏิบัติการที่มั่นคงทั้งในจีนและญี่ปุ่น JJ Shipping สามารถส่งมอบบริการเรือบาร์จเพื่อลำเลียงสินค้าระหว่างท่าเรือหลักภายในเวลาเพียง 2-3 วัน รวมถึงการเข้าถึงท่าเรือรอง อาทิ Moji, Hakata, Shimizu และ Naha ผ่านการขนถ่ายสินค้า (transshipment) ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความแออัดของเรือขนาดใหญ่ในท่าเรือหลัก ด้วยเรือขนาดเล็กที่สะดวกรวดเร็ว”
นอกจากนี้ บริการเรือบาร์จลำเลียงสินค้าของ JJ Shipping ยังสามารถเชื่อมต่อผ่าน Shanghai ไปยัง Wuhan, Chongqing และ Huanggang พร้อมนำเสนอการเชื่อมต่อให้กับลูกค้าที่เกินกว่าเกตเวย์ริมชายฝั่งแห่งสำคัญ
Technology Backed by Immediate Support
JJ Shipping ยังคงเดินหน้ายกระดับความทันสมัยของปฏิบัติการผ่านการลงทุนด้านกองเรือและบริการ โดยกองเรือรุ่นใหม่อย่าง M.V. Mild Peony, M.V. Mild Jasmine, M.V. Mild Rose และ M.V. Mild Orchid ได้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการปรับใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยสำหรับการให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงเท่านี้ สายการเดินเรือฯ ยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติของการให้บริการลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการจองพื้นที่ระวางสินค้า การติดตามสถานะเรือหรือสินค้าแบบเรียลไทม์ และการประสานงาน ลูกค้าก็สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

Mr. Wu กล่าวว่า “นอกเหนือจากการเดินหน้าเสริมทัพด้วยกองเรือรุ่นใหม่ที่ทันสมัยอย่าง M.V. Mild Peony, M.V. Mild Jasmine, M.V. Mild Rose และ M.V. Mild Orchid เรายังได้ยกระดับประสิทธิภาพการบริการลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครอบคลุม” Mr. Wu กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของลูกค้าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีสะดุด JJ Shipping ได้พัฒนาระบบสายด่วน (Hotline) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนนอกเวลาทำการ หากลูกค้าประสบปัญหาในการรับหรือคืนตู้ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ JJ Shipping พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในทันที เพื่อให้ซัพพลายเชนของลูกค้าดำเนินต่อได้อย่างราบรื่นที่สุด

Building a Broader Regional Network
จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการขนส่งสินค้าในประเทศไทย ทำให้ JJ Shipping เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ครบวงจรยิ่งขึ้น สายการเดินเรือฯ จึงวางแผนพัฒนาลานตู้สินค้าเปล่า (container depot) แห่งใหม่ ภายใต้การบริหารจัดการของสายการเดินเรือฯ เองทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมยกระดับความสะดวกรวดเร็วในกระบวนการรับและส่งคืนตู้สินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ต่อยอดจากฐานปฏิบัติการอันแข็งแกร่งทั้งในไทยและจีน JJ Shipping เตรียมขยายเครือข่ายการขนส่งผ่านการพัฒนาบริการเส้นทางตรง เชื่อมระหว่างไทยและจีนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเน้นความรวดเร็วและความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก อาทิ น้ำตาลและแป้ง พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าภายใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอีกระดับ
Mr. Wang กล่าวทิ้งท้ายว่า “ด้วยรากฐานอันมั่นคงและความเชี่ยวชาญระดับสากล JJ Shipping พร้อมสนับสนุนกิจกรรมโลจิสติกส์ระหว่างไทย จีน และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร้รอยต่อ และยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนและอำนวยโอกาสแห่งความสำเร็จให้แก่ลูกค้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน”
อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่















