LEO เดินหน้าโครงการ JUMP+ ขยายเครือข่ายการขนส่งและยกระดับบริการ ตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

0
464

LEO Global Logistics (LEO) ประกาศเดินหน้าแผนการเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะกลางถึงยาวผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA ในปี 2028 ไม่น้อยกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ จากฐานปี 2025 และเพิ่ม EBITDA ไม่น้อยกว่า 50–55 ล้านบาทภายในปีเดียวกัน พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากร รองรับการขยายเส้นทางการขนส่ง รวมถึงขยายบริการขนส่งทางรางและบริการอื่นๆ

คุณเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LEO Global Logistics กล่าวว่า “ในมิติของการเติบโตจากธุรกิจหลัก LEO เดินหน้ากลยุทธ์ Develop Current Trade Lanes & New Trade Lanes โดยพัฒนาเส้นทางการขนส่งสินค้าปัจจุบันและเปิดเส้นทางใหม่อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมบริการขนส่งสินค้าทางทะเล ทางอากาศ และการขนส่งข้ามพรมแดน ทั้งนำเข้าและส่งออกในตลาดสำคัญ อาทิ อินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เอเชีย ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี พร้อมเน้นเส้นทางยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไทย–จีน ไทย–ยุโรป และไทย–อาเซียน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร และยกระดับความสามารถในการทำกำไรผ่านการให้บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง”

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว โดยมุ่งเน้นสามแกนหลัก ได้แก่ การพัฒนาและขยายเส้นทางการขนส่งทั้งเดิมและใหม่ การขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างมีเป้าหมาย และการยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้า ผ่านการทำ Customer Relationship Management การจัดกิจกรรมทางธุรกิจ กิจกรรม CSR รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของรายได้ผ่านกลยุทธ์ Diversified Growth โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการขนส่งทางราง ธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics เพิ่มเป็น 28–30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2028 โดยเฉพาะการขยายบริการขนส่งข้ามพรมแดนทางรางและรถบรรทุกเชื่อมกลุ่มประเทศ CLMV กับจีน รวมถึงการพัฒนาบริการเฉพาะทาง อาทิ บริการขนส่งทางราง บริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ รวมถึง LEO Self Storage และโครงการ LEO COLDBOTIC เพื่อเพิ่มห่วงโซ่คุณค่าและสร้างความแตกต่างเชิงการแข่งขันจากการเป็นผู้ให้บริการแบบ End-to-End และ One Stop Services

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของโครงการ JUMP+ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการทุจริต คอร์รัปชั่น ความขัดแข้งทางผลประโยชน์ และกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยจะจัดทำและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 และ 2 รวมถึงเริ่มจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3 (เฉพาะหมวดหมู่สำคัญ) ภายในปี 2027 ควบคู่กับการศึกษาและดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ Solar Rooftop, EV Truck และ Green Logistics Solutions เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก


อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่

บทความก่อนหน้านี้Interasia Lines บรรลุหลักชัยการปฏิบัติการตู้สินค้าครบหนึ่งล้านทีอียูในปี 2025
บทความถัดไปYusen Logistics จับมือ AGL Kenya ลงนามสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในเคนยา