ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการขนส่ง ตลอดจนกระแสการปรับตัวสู่เทคโนโลยี (digital transformation) และเป้าหมายด้านความยั่งยืน ล้วนเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลก ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ความสามารถในการปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์เชิงรุกที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรชั้นนำของไทย บริษัท LEO Global Logistics (LEO) ได้พิสูจน์ความเชี่ยวชาญและความแข็งแกร่งตลอดระยะเวลา 36 ปี โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดงานเฉลิมฉลองการดำเนินงานครบ 3 รอบ พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่ปีที่ 37 ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ‘LEO 2027 SMART JUMP’
ในโอกาสนี้ นิตยสาร LM ได้ร่วมพูดคุยกับคุณเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LEO Global Logistics เพื่อเจาะลึกถึงทิศทางการดำเนินงานตามกลยุทธ์ใหม่ การผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับกระบวนการทำงาน รวมถึงการพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์เพื่อความยั่งยืน พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันและในอนาคต

Advancing Growth through the LEO 2027 SMART JUMP Strategy
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม สู่การเป็น ‘ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร’ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าและพันธมิตร LEO ได้วางกลยุทธ์ ‘LEO 2027 SMART JUMP’ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านกรอบการทำงาน ‘S-M-A-R-T’ ได้แก่


กรอบการทำงานดังกล่าวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับบริการที่มีอยู่เดิมให้เพิ่มมูลค่าให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น
ในส่วนของการสร้างการเติบโตของยอดขายและรายได้ คุณเกตติวิทย์กล่าวว่า
“ภายใต้กลยุทธ์ LEO 2027 SMART JUMP เราจะขับเคลื่อนธุรกิจโดยเน้นเจาะตลาดเส้นทางการขนส่งสินค้ามูลค่าสูงและเส้นทางการค้าเฉพาะกลุ่ม พร้อมเร่งการเติบโตของธุรกิจในกลุ่ม New S-Curve ที่มีศักยภาพ เพื่อกระจายแหล่งรายได้ให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น LEO Coldbotic บริการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะระบบอัตโนมัติ, LEO Self Storage ห้องเก็บของให้เช่า, LEO Wine Storage ห้องเก็บไวน์ให้เช่า และบริการขนส่งข้ามพรมแดนทางรถไฟเชื่อมไทย-ลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกด้านต้นทุนและระยะเวลาขนส่งให้แก่ลูกค้าตลอดจนการเป็นตัวแทนจัดซื้อและคัดสรรสินค้า พร้อมทั้งบ่มเพาะธุรกิจใหม่ผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
Improving Efficiency through Automation and AI
LEO นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภายใต้แผนงาน Intelligent Operations และ Green Value Creation โดยประยุกต์ใช้ระบบ Robotic Process Automation (RPA) ร่วมกับ Optical Character Recognition (OCR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารและลดขั้นตอนการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และพัฒนาระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) รูปแบบใหม่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการวางแผนธุรกิจ ขณะเดียวกัน LEO ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ESG รวมถึงการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในหลายมิติ ทั้งด้านความรวดเร็ว ความถูกต้อง และความโปร่งใสในการให้บริการ การจัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความล่าช้าและความเสี่ยงจากข้อผิดพลาด


Using Technology to Support Lower-Carbon Logistics
กลยุทธ์ของ LEO ในปี 2027 ยังครอบคลุมถึงการสร้างโซลูชันโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำที่จับต้องได้และวัดผลได้จริง โดยบริษัทฯ ได้ยกระดับความมุ่งมั่นด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนอีกขั้น ผ่านการพัฒนาการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ AI ในการคำนวณและวางแผนเส้นทางการขนส่งเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ LEO ยังวางแผนพัฒนาระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจก (Carbon Accounting) และโครงการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset Program) เพื่อสนับสนุนให้ให้ผู้ส่งออกมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ถูกต้องและโปร่งใส สอดรับกับมาตรการทางการค้าระดับสากล เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นใจ
Preparing People for an AI-Enabled Future
LEO ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่คน แต่เป็น “เพื่อนร่วมงานอัจฉริยะ” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน บริษัทจึงมุ่ง Upskill บุคลากรให้มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัล ผ่านการใช้งาน Generative AI เครื่องมือ Automation และระบบ RPA & OCR เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน พร้อมพัฒนาทักษะการใช้คำสั่ง AI การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการนำผลลัพธ์จากระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ควบคู่กับการ Reskill ให้พนักงานมีความรู้ครอบคลุมบริการโลจิสติกส์หลายรูปแบบ ทั้ง Sea Freight, Air Freight, Land Transport, Rail Transport โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงไทย–จีน รวมถึงบริการคลังสินค้าเฉพาะทางอย่าง LEO COLDBOTIC เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น
นอกจากทักษะด้านเทคโนโลยีแล้ว LEO ยังมุ่งยกระดับบุคลากรจากผู้ปฏิบัติงานไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์” (Logistics Consultant) ที่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกในการขนส่ง บริหารต้นทุน และแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริม Growth Mindset เปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้และทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะและสร้างความผูกพันต่อองค์กร ในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรสุขภาวะ ด้วยการสร้างกระบวนการงานทำงาน สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมในที่ทำงาน ส่งเสริมให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้บุคลากรพร้อมเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล
ทั้งนี้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ LEO ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสุขภาวะที่ดีในการทำงาน (well-being) และการเปิดกว้างทางความคิด โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนให้กล้าคิด ทดลองสิ่งใหม่ และเรียนรู้จากความผิดพลาด พร้อมวางเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพ (Career Path) อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กรและขับเคลื่อน LEO สู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Building an Agile Organization for a Changing Logistics Industry
โลจิสติกส์คืออุตสาหกรรมที่ไม่หยุดนิ่งและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การหมั่นเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาขีดความสามารถจากภายใน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้ามข้ามทุกความท้าทาย
ดังนั้น กลยุทธ์ LEO 2027 SMART JUMP จึงไม่ได้เป็นเพียงแผนการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น หากแต่เป็นแม่แบบในการยกระดับขีดความสามารถโดยรวมของ LEO ทั้งการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติและ AI มาร่วมบูรณาการในกระบวนการทำงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งรากฐานที่แข็งแกร่งนี้จะช่วยให้ LEO สามารถส่งมอบบริการโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพ แม่นยำ และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน
คุณเกตติวิทย์กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “การดำเนินงานตลอด 36 ปีที่ผ่านมาของ LEO คือเครื่องพิสูจน์ถึงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมในการก้าวสู่อนาคต โลกโลจิสติกส์ในวันนี้กำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้น LEO จึงเดินหน้าพัฒนาจุดแข็งด้านบริการโลจิสติกส์ เทคโนโลยี เครือข่ายพันธมิตร และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้แนวคิดการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน (Built to Last Organization)”
“ดังสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า ‘乘风破浪’ (เฉิง เฟิง โพ่ ล่าง) ‘ขี่สายลมยาวทลายคลื่นหมื่นลี้’ สำหรับ LEO ระยะเวลา 36 ปีที่ผ่านมาคือรากฐานที่แข็งแกร่งของเรา และนับจากวันนี้ไป LEO พร้อมแล้วที่จะกางใบเรือรับลมแห่งโอกาสใหม่ๆ ก้าวข้ามทุกความท้าทายและสร้างการเติบโตที่ไร้ขีดจำกัดไปพร้อมกับทุกท่าน”

อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่














