
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท SCG JWD Logistics หรือ SJWD ได้ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/2026 ที่ 276.5 ล้านบาท เติบโต 3.8 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน พร้อมเดินหน้ารักษารายได้และความสามารถทำกำไรในไตรมาส 2/2026 ประเมินธุรกิจคลังสินค้าทั่วไป คลังสินค้าห้องเย็น คลังสินค้าอันตราย และธุรกิจขนส่งสินค้ามีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมวางเป้าหมายสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่าปีก่อน และเตรียมลงทุนเมื่อมีโอกาส โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา 2-3 ดีล

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท SCG JWD Logistics ได้เผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2026 ว่าสามารถผลักดันการเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนด้านราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีกำไรสุทธิ 276.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 6,332.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการมุ่งเน้นบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ สามารถให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่เกิดภาวะซัพพลายน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ลดลง และการบริหารค่าขนส่งให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีรายได้เติบโตประกอบด้วย คลังสินค้าทั่วไป มีรายได้ 350.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13.7 เปอร์เซ็นต์เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คลังสินค้าอันตราย มีรายได้ 154.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 8.6 เปอร์เซ็นต์เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา บริการขนส่งสินค้าแบบ D2C มีรายได้ 694.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา บริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครบวงจร มีรายได้ 289.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า และบริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) มีรายได้ 271.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน 110.6 ล้านบาท ซึ่งสอดรับกับเป้าหมาย ส่วนธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นและบริการรับฝากและบริหารยานยนต์ แม้ทำรายได้ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มที่ดีจากความต้องการจัดเก็บอาหารที่เพิ่มขึ้นและความต้องการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
“ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าบริษัทฯ ทำได้ค่อนข้างดี แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาน้ำมัน ประกอบกับฐานธุรกิจและตลาดหลักของลูกค้าเกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคอาเซียน จึงไม่ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์โดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ดร.เอกพงษ์ กล่าว



สำหรับการดำเนินธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ภายใต้สถานการณ์โลกที่ผันผวน บริษัทฯ จะมุ่งเน้นรักษารายได้และความสามารถทำกำไรให้อยู่ในระดับที่ดี โดยธุรกิจคลังสินค้าและบริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศครบวงจรจะได้รับผลดีจากความต้องการความมั่นคงด้านวัตถุดิบของลูกค้า ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ คาดว่าจะได้รับผลดีหากรัฐบาลออกมาตรการรถเก่าแลกใหม่สำหรับรถ EV
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการภายในและระบบไอทีให้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการควบคุม SG&A ให้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีความพร้อมด้านเงินทุนโดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2025 ประมาณ 2,500 ล้านบาท และวางเป้าหมายว่าปี 2026 จะทำได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงมีความพร้อมขยายการลงทุนเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม ปัจจุบันมีดีล M&A ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 2-3 ดีล โดยวางงบลงทุน (รวมดีล M&A) ในปีนี้ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้วางแผนชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้บางส่วนที่จะครบกำหนดในปีนี้เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น



อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่












