
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท Berli Jucker Logistics (BJL) ในเครือของกลุ่มบริษัท BJC Big C Group ร่วมกับบริษัท DHL Supply Chain (Thailand) ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของ BJC Big C Group สู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมรุกเข้าสู่ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
ภายในงานแถลงข่าวจัดตั้งบริษัทได้รับเกียรติจากคุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท Berli Jucker Logistics คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท BJC Big C Group พร้อมด้วย Mr. Steve Walker ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท DHL Supply Chain Thailand และ Mr. Kenny Thai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน เข้าร่วมงานซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารบีเจซี (BJC House) เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา
ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นการบูรณาการความแข็งแกร่งระหว่างรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงและเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศของ BJC Big C Group ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่ง เข้ากับความสามารถด้านการกระจายสินค้าระดับโลก และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพของ DHL โดยจะมุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพในประเทศไทย พร้อมยกระดับการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์คุณภาพสูงทั่วประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว
โดยบริษัทร่วมทุนนี้จะส่งมอบบริการโลจิสติกส์สำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ อาทิ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมทุกระดับความต้องการ (multi-temperature) และระบบคลังสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็ง (cold-chain facilities) ที่ได้มาตรฐาน GDP รองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มยาชีววัตถุ (Biologics) วัคซีน ยาเฉพาะทาง ยาฉีดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ พร้อมด้วยบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์เชิงลึก และการดำเนินงานตามมาตรฐาน (SOPs) ที่ผสานเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (digital traceability) พร้อมทั้งการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมาตรฐาน GDP และ GMP อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ DHL Supply Chain จะนำความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ขั้นสูงเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้ในคลังสินค้า มาตรฐานการดำเนินงาน (Operations Management System – OMS) รวมถึงระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและความแม่นยำ พร้อมสร้างความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Logistics Mananger เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Logistics Manager หรือคลิกที่นี่












